เมื่อเรากล่าวถึงเครื่องพิมพ์สามมิติเชื่อว่าสิ่งแรกที่หลายๆ คนนึกถึงก็คงจะไม่พ้นเครื่องมือในการสร้างชิ้นส่วนที่ซับซ้อน เพื่อใช้ทั้งในด้านอุตสาหกรรมหรืองานฝีมือขึ้นมาเป็นอย่างแรก แต่หลายๆ คนอาจจะไม่เคยทราบกันว่า เครื่องพิมพ์สามมิตินั้นนอกจากเรื่องเครื่องมือเครื่องใช้แล้ว มันยังสามารถนำมาใช้พิมพ์ “อาหาร” ได้ด้วย

และเมื่อล่าสุดนี้เอง ทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ก็ได้ตัดสินใจที่จะทำการทดลองใช้ประโยชน์จากระบบเครื่องพิมพ์สามมิตินี้เอง ในการทำอาหารในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะทำให้คุณทานมันได้แบบอิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่อาหารดังกล่าวมีปริมาณเท่าเดิม

 

 

งานวิจัยในครั้งนี้ จัดทำขั้นโดยอ้างอิงข้อมูลงานวิจัยในอดีตที่มีเนื้อหาคร่าวๆ ว่า มนุษย์เรานั้น รับรู้ข้อมูลการทานอาหารและความรู้สึกอิ่มไม่เพียงแต่จากปริมาณอาหารจริงๆ เท่านั้นแต่จากรูปร่างของมันด้วย ดังนั้นการเปลี่ยนขนาด และการนำเสนออาหารชนิดเดียวกัน จึงอาจทำให้ผู้ทานมีความรู้สึกต่ออาหารที่ต่างกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

 

ภายในการทดลอง ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เครื่องพิมพ์สามมิติแบบพิเศษที่จะพิมพ์วัตถุดิบอาหารออกมาแทนที่จะเป็นพลาสติกร้อนตามปกติ ในการทำอาหารที่มีรูปร่างแตกต่างกันหลายชนิดออกมาเพื่อหลอกการรับรู้ของเรา ไม่ว่าจะเป็นแฮมรูปร่างประหลาดที่ออกแบบมาเพื่อกินพื้นที่ภาชนะที่ใส่ให้มากที่สุด หรือขนมปังกรอบที่มีรูข้างในจำนวนมาก

 

 

โดยอาหารที่กลาวมาข้างต้นนี้จะถูกนำไปให้อาสาสมัครจำนวน 30 คนทานโดยมีเซนเซอร์ไฟฟ้าตรวจจับใบหน้าเพื่อวัดจำนวนครั้งและความรุนแรงที่พวกเขาเคี้ยวอาหาร ก่อนที่อาสาสมัครทั้งหมดจะตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้สึกในการทานอาหารอีกที

 

 

เมื่อการทดลองจบลงนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่าแม้อาสาสมัครจะทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่เท่ากัน และทำจากวัตถุดิบชนิดเดียวกัน แต่พวกเขากลับพบว่าอาสาสมัครใช้จำนวนครั้งในการเคี้ยวไปกับอาหารที่ทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติมากกว่าอาหารปกติมาก แถมยังรู้สึกว่าได้ทานอาหารมากกว่าทั้งๆ ที่ปริมาณอาหารเท่ากันจริงๆ

 

 

ดังนั้น จากข้อมูลที่ได้มา นักวิจัยจึงได้พัฒนาแบบจำลองการคำนวณและระบบแบบครบวงจรที่เรียกว่า “FoodFab” ขึ้น ซึ่งเจ้าระบบดังกล่าวนี้จะสามารถปรับแต่งและสร้างรายการอาหารที่มีแคลอรี่เท่าเดิมแต่สามารถทานได้อิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติตามความต้องการของผู้ใช้  โดยอาศัยเพียงแค่เครื่องพิมพ์สามมิติเท่านั้น

ซึ่งหากเพื่อนๆ สนใจงานวิจัยหรือเครื่องมือตัวใหม่นี้ เพื่อนๆ ก็สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ ที่นี่

 

ที่มา gizmodo และ mit

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์