เมื่อพูดถึงเรื่องชวนขนหัวลุกที่น่าสนใจ เชื่อว่าคงมีคนไม่น้อยที่นึกภาพของซีรีย์ชื่อดังในเน็ตฟลิกซ์หรือภาพยนตร์ฮอลลีวูดขึ้นมาเป็นอย่างแรก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็คงมีคนอีกมากที่บอกว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ต่างหากที่เป็นแหล่งรวบรวมเรื่องชวนขนหัวลุกแบบสุดๆ เอาไว้จริงๆ

นั่นเพราะในขณะที่เรื่องที่เราแต่งขึ้นจะสามารถเสริมแต่งเรื่องราวให้น่ากลัวอย่างไรก็ได้ มันก็เทียบไม่ได้เลยกับเรื่องชวนขนหัวลุกที่ได้ชื่อว่าเคย “เกิดขึ้นมาจริงๆ ” ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์

ดังนั้น ในโอกาสใกล้ช่วงฮัลโลวีนเช่นนี้เอง #เหมียวศรัทธา จึงได้ไปร่วมรวมเอาเรื่องราว สุดน่าขนลุก แต่ก็เคยเกิดขึ้นจริงๆ ในประวัติศาสตร์มาให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน แต่จะมีเรื่องอะไรกันบ้างนั้น เราไปชมด้วยกันเลยดีกว่า

 

1. อเล็กซานเดอร์ถูกฝังทั้งเป็น

 

เรามาเริ่มกันจากเรื่องสยองก่อนคริสตกาลกัน กับเรื่องราวเกี่ยวกับความตายของอเล็กซานเดอร์มหาราช นั่นเพราะ ที่ผ่านๆ มา ด้วยหลักฐานที่มีอยู่จำกัดเราจึงยังไม่สามารถบอกได้เลยว่าอเล็กซานเดอร์นั้น จริงๆ แล้วเสียชีวิตไปเพราะอะไรกันแน่

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราก็มีนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เริ่มจะปักใจเชื่อว่าอเล็กซานเดอร์นั้น เสียชีวิตไปด้วยโรคที่ชื่อว่า “กลุ่มอาการกูเลนแบร์” (Guillain-Barré syndrome)

 

 

กลุ่มอาการนี้ มีลักษณะเด่นอยู่ที่ ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเริ่มสูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อหรืออวัยวะภายในร่างกาย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง เริ่มไปทำลายระบบประสาทระหว่างสมองและไขสันหลัง

อ้างอิงจากบทความทางการแพทย์ในปัจจุบัน อาการในเบื้องต้นของผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้ คือการมีไข้ ปวดท้อง และมีอาการชา ซึ่งทั้งหมดถูกระบุไว้ในบันทึกแพทย์ของอเล็กซานเดอร์ ในช่วงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะ “สิ้นลม” ทั้งสิ้น

นั่นหมายความว่า หากอเล็กซานเดอร์เป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการกูเลนแบร์จริงๆ ในตอนร่างของเขาถูกนำไปฝัง มันก็จะมีโอกาสสูงมากที่อเล็กซานเดอร์จะยังคงมีชีวิตอยู่ หรือก็คือตัวเขาถูกผู้ติดตามที่ไว้ใจ ฝังไปทั้งเป็นเลยนั่นเอง

 

2. ความตายของ Jessica Lunsford

 

ย้อนกลับไปในปี 2005 ในตอนที่ Jessica Lunsford อายุได้เพียงแค่ 9 ขวบ ได้เกิดเหตุชายชื่อ John Evander Couey บุกเข้าไปในบ้านของเธอที่เมือง Homosassa รัฐฟลอริด้า ก่อนที่คนร้ายจะทำการลักพาตัวเด็กหญิงไปขังไว้ในรถพ่วงใกล้ๆ

ที่นั่น Jessica ถูกข่มขืนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน 3 วัน ก่อนที่นาย John จะตัดสินใจเอาตัวเธอยัดในถุงขยะสองใบ และฝังเธอเอาไว้ในสวนหลังบ้านของตัวเอง

 

 

ในตอนที่ถูกพบร่าง Jessica เสียชีวิตในสภาพที่กำลังกำตุ๊กตาโลมาที่พ่อของเธอให้มาเอาไว้แน่น ก่อนที่ John จะถูกจับได้ในภายหลังจากการที่ตำรวจพบเลือดและลายนิ้วมือของ Jessica บนฟูกในบ้านของเขา

เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้ John ถูกตัดสินให้จำคุกในปี 2007 ก่อนที่จะเสียชีวิตไปในปี 2009 ด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่สืบสวน และทางครวบครัวของเด็กสาวที่ตายไปล้วนแต่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่เป็นการรับโทษที่ไม่สาสมเอามากๆ แต่อย่างน้อยๆ เขาก็จะไม่มีโอกาสได้ทำร้ายเด็กคนอื่นๆ อีกต่อไปแล้ว

 

3. ปริศนาคนหายแห่งเขาดยัตลอฟ

 

นี่เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตสุดแปลกของนักสกีมีฝีมือ 9 คนของรัสเซีย ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาหายตัวไปในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ไปจนถึง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1959

เรื่องราวชวยขนหัวลุกนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ที่ทีมค้นหาขึ้นไปบนเขาเพื่อตามหากลุ่มนักเดินทางที่หายไปและพบว่า ในป่า จากแคมป์ของนักสกีทั้ง 9 ราวๆ 2 กิโลเมตร มีศพของนักสกีห้าคน เสียชีวิตในสภาพใส่แต่ชุดบางๆ ทั้งที่อุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียส ราวกับเพิ่มหนีจากอะไรบางอย่างมา

 

 

นี่อาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ลึลับพอสมควรในตัวมันเองแล้ว แต่เมื่อทีมค้นหาพบศพที่เหลืออีกสี่ศพในภายหลัง พวกเขาก็ต้องพบกับเรื่องที่ลึกลับเข้าไปอีก นั่นเพราะศพสามในสี่ของคนที่เหลือนั้นอยู่ในสภาพที่เละเทะมาก

-คนที่หนึ่งได้รับอาการบาดเจ็บที่กะโหลกศีรษะและอวัยวะภายในรุนแรงทั้งๆ ที่ไม่มีบาดแผลภายนอก

-คนที่สองมีแผลขนาดใหญ่ที่หน้าอกที่มีความรุนแรงเทียบได้กับการเผชิญเหตุการณ์อย่างอุบัติทางรถยนต์

-คนที่สามมีส่วนหนึ่งของปาก ลิ้น ดวงตา และสมองหายไป

 

 

ไม่มีใครรู้ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นเขาดยัตลอฟบ้างในตอนที่กลุ่มนักเดินทางหายไป และแม้ว่าจะมีข้อสันนิษฐานมากมายออกมาเพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การถูกโจมตีโดยชนเผ่าในพื้นที่ ถูกสัตว์ป่าโจมตี โดยหิมะถล่มใส่ หรือแม้แต่โดนโจมตีด้วยอาวุธกัมมันตรังสี แต่สุดท้ายก็ไม่มีทฤษฎีไหนเลยที่จะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

4. Robert The Doll ของเล่นที่หลอนที่สุดในประวัติศาสตร์

 

นี่คือตุ๊กตาที่ถูกวางขายโดยบริษัทผู้ผลิตของเล่นสายเลือดเยอรมันนาม Steiff ในช่วงปี 1904 โดยในช่วงแรกมันถูกออกแบบมาให้เป็นหุ่นลองเสื้อ แต่กลับมีชื่อเสียงในฐานะของตุ๊กตาเด็กเล่นขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับประวัติที่หลอนอย่างไม่น่าเชื่อไปแทน

ตุ๊กตา Robert ตกไปอยู่ในมือของเด็กชายชื่อ Robert Eugene Otto ในฐานะของของขวัญที่คุณตาของเขาซื้อมาจากเยอรมนี (ในขณะที่บางแหล่งข้อมูลก็บอกว่าตุ๊กตาตัวนี้ถูกลงอาคมโดยแม่บ้านชาวบาฮามาสและมอบให้ Eugene หลังจากที่ครอบครัวของเด็กชายไปล่วงเกินความเป็นส่วนตัวของเธอเข้า)

Eugene นั้น รักตุ๊กตาของเขาเอามากๆ มากจน (จนบางคนบอกว่ามากผิดปกติ) ทั้งคู่จะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ คุยกับ Robert ราวกับมันมีชีวิต และถึงขั้นที่เขาสร้างบ้านให้ Robert ในห้องเพดานของบ้านเลย

 

Robert Eugene Otto (ขวา) ใส่ชุดที่ในเวลาต่อมาจะมอบให้ตุ๊กตา Robert

 

เรื่องราวความหลอนของตุ๊กตา Robert เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังหลังจากที่ Eugene กลับมาจากการเรียนพร้อมกับภรรยา โดยในเวลานั้นตุ๊กตา Robert ถูกเก็บไว้ในห้องใต้หลังคา ในสภาพนั่งอยู่บนเก้าอี้มองออกไปนอกหน้าต่าง

ในช่วงเวลานี้เองที่ครอบครัวของ Eugene เริ่มได้ยินเสียงในบ้านทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยู่ ของในบ้านขยับไปจากที่ที่เคยอยู่ แถมในบางครั้งตุ๊กตา Robert ก็ย้ายจากมุมหนึ่งของห้องไปอยู่อีกมุมได้เองโดยที่ไม่มีใครไปยุ่ง และยังเฮี้ยนพอที่จะเลือกหลอกหลอนคนที่ปฏิบัติกับมันไม่ดีเป็นพิเศษด้วย

และตุ๊กตาตัวนี้ก็คงความเฮี้ยนไม่เปลี่ยนแปลงแม้ Eugene จะเสียชีวิตไปในปี 1974 เสียด้วย

 

 

ใครก็ตามที่รับมันไปจะต้องพบกับเรื่องสยองเหนือธรรมชาติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Myrtle Reuter ผู้หญิงที่มาซื้อบ้านของ Eugene ต่อและยืนยันว่าตุ๊กตาตัวนี้ขยับได้เอง หรือพิพิธภัณฑ์ Fort East Martello ที่เริ่มได้รับจดหมายขอโทษตุ๊กตา Robert เป็นจำนวนมาก แทบจะทันทีที่พวกเขาได้มันมาเก็บไว้

และแม้แต่ทุกวันนี้ เจ้าตุ๊กตา Robert ก็ยังคงหลอกหลอนทุกคนที่เข้าไปชมมันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Fort East Martello ไม่เปลี่ยนแปลง โดยบ่อยครั้งที่คนซึ่งพยายามจะถ่ายรูปของตุ๊กตาตัวนี้ จะพบว่ากล้องของพวกเขาจู่ๆ ก็ไม่ทำงานไปเองอย่างมีปริศนา

 

5. การหายตัวไปของ Bobby Dunbar และการกลับมาในฐานะคนอีกคน

 

ย้อนกลับไปในปี 1912 เด็กชายชื่อ Bobby Dunbar วัย 4 ขวบได้หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างการไปเที่ยวที่ทะเลสาบ Swayze สหรัฐอเมริกา และไม่มีใครหาตัวเขาพบเลยไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน

เรื่องราวมันเป็นแบบนั้น จนกระทั่งในอีก 8 เดือนต่อมาเมื่อตำรวจสหรัฐฯ จับชายคนหนึ่งได้พร้อมๆ กับเด็กที่คล้ายกับ Bobby Dunbar ซึ่งในเวลานั้น ชายคนดังกล่าวได้บอกว่าเด็กที่อยู่กับเขาชื่อ Bruce Anderson และเป็นลูกของผู้หญิงชื่อ Julia Anderson อีกที

ด้วยความเหมือนอย่างไม่น่าเชื่อนี้ ทางตำรวจจึงพาเด็กชายคนนี้กลับไปหาครอบครัว Dunbar เพื่อยืนยันตัว ซึ่งในเวลานั้นทางครอบครัวได้บอกกับตำรวจด้วยความมั่นใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชายของพวกเขา แม้ว่าตัวเด็กจะจำพี่น้องไม่ได้เลยก็ตาม

แน่นอนว่าเมื่อ Julia Anderson ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น เธอก็ตัดสินใจเดินทางมาหาครอบครัว Dunbar เพื่อขอตัวลูกชายคืน แต่ความพยายามนั่นก็ต้องล้มเหลวเพราะเธอไม่สามารถบอกได้ถูกต้องว่าใครคือลูกชายของเธอ ในตอนที่ตำรวจพาพี่น้อง 4 คนของบ้าน Dunbar มาหาเธอ

 

Bobby Dunbar (ซ้าย) กับเด็กชายที่ถูกพบ Julia Anderson (ขวา)

 

เรื่องราวมันเหมือนจะจบลงแค่นี้ ทว่าในอีกหลายสิบปีต่อมา เมื่อปี 1999 ซึ่งเทคโนโลยีการตรวจ DNA ได้ถูกพัฒนาขึ้นแล้ว ทายาทของบ้าน Dunbar ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลคนในบ้านตัวเองและพบกับความจริงที่ไม่น่าเชื่อว่า…

DNA ของเด็กชายที่ถูกคิดว่าเป็น Bobby Dunbar ในอดีตนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เหมือนคนในบ้าน Dunbar เลย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเขานั้นคือ Bruce Anderson อย่างที่จริงๆ Julia อ้าง ไม่ใช่ Bobby Dunbar ที่หายตัวไป

นั่นหมายความว่าในอดีต ครอบครัว Dunbar นั้น ได้ขโมยลูกคนแปลกหน้ามาเลี้ยงเพื่อทดแทนลูกที่หายตัวไปของพวก ไม่ว่าทางครอบครัวจะรู้ตัวหรือไม่

ส่วน Bobby Dunbar ตัวจริงนั้นก็น่าจะตายไปตั้งนานแล้ว

 

6. Anatoly Moskvin ชายผู้แอบขุดศพเด็ก 29 คนมาทำเป็นตุ๊กตาและอาศัยอยู่ด้วย

 

Anatoly Moskvin คือนักข่าว นักโบราณคดี และนักภาษาศาสตร์ชาวรัสเซีย อย่างไรก็ตามเรื่องที่ทำให้เขาโดยดัง กลับไม่ใช่งานวิจัยใดๆ แต่เป็นการที่เขามักแอบไปขุดศพเด็กมาทำเป็นตุ๊กตาต่างหาก

Moskvin เล่าว่างานอดิเรกสุดแปลกของเขามีจุดเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์ในวัยเด็กซึ่งเขาถูกบังคับให้จูบกับศพ และค้นพบตัวเองว่าเขาหลงรักในร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวเหลือเกิน

 

 

ตั้งแต่วันนั้นมา เขาก็มักจะเดินทางไปเที่ยวเล่นตามสุสาน ก่อนที่เมื่อโตขึ้นเขาจะใช้ประโยชน์จากการเป็นนักโบราณคดีในการแอบขุดศพมาเก็บไว้ จนกระทั่งในอะพาร์ตเมนต์ของเขามีมัมมี่เด็กสาวถูกเก็บไว้ถึง 29 ร่าง

อ้างอิงจากรายงานของตำรวจ มัมมี่ของเด็กผู้หญิงที่พบในบ้านของ Moskvin มีอายุตั้งแต่ 3-25 ปี และอยู่ในสภาพที่ถูกตกแต่งดูแลอย่างดี จนแม้แต่ครอบครัวและคนใกล้ชิดของเขา ก็คิดว่ามัมมี่เหล่านั้นเป็นเพียงแค่ตุ๊กตาเลย

 

 

Moskvin ถูกจับตัวในปี 2011 หลังจากที่คนในเมืองเริ่มสงสัยกันว่าศพที่ฝังไว้หายไปไหน โดยเขาบอกว่าตัวเองนั้นไม่ได้ฆ่าใครและแค่ไปขุดศพมาเก็บไว้เท่านั้น และให้เหตุผลของการกระทำของตัวเองว่า

“พวกคุณ (พ่อแม่ของเด็กที่โดนขโมยศพ) ทิ้งลูกๆ ไปแล้ว ผมก็แค่เอาพวกเธอกลับบ้านมาให้ความอบอุ่นเท่านั้นเอง”

 

ที่มา allthatsinteresting

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์