เคยได้ยินเรื่องราวของทฤษฎี “ปฏิทรรศน์ของแฟร์มี” (Fermi paradox) กันมาก่อนไหม?

นี่เป็นทฤษฎีของนักฟิสิกส์ชาวอิตาลี เอนรีโก แฟร์มี ซึ่งมีเนื้อหาคร่าวๆ อยู่ที่การตั้งคำถามว่าทำไมมนุษย์เราไม่เคยพบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างดาวมาก่อนเลย

และเป็นที่มาของทฤษฎีมากมายที่บอกว่าในกาแล็กซี่ของเราอาจจะไม่มีสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่มีวิทยาการสูงอยู่อีกแล้วก็เป็นได้

 

 

ในขณะที่มีทฤษฎีมนุษย์ต่างดาวไม่มีอยู่จริงออกมามากมาย ในอีกมุมหนึ่งของโลกวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มพยายามอย่างหนักเพื่อตอบคำถามในปฏิทรรศน์ของแฟร์มี ในรูปแบบที่ว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริงๆ

และเมื่อล่าสุดนี้เองทีมนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจากสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน ได้ตีพิมพ์และเผยแพร่งานวิจัยชิ้นใหม่ผ่านวารสาร The Astronomical Journal เพื่อชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญามีอยู่จริงอีกครั้ง

โดยในคราวนี้ถูกระบุเอาไว้ว่า มนุษย์ต่างดาวอาจจะเคยออกสำรวจกาแล็กซี่และมาเยี่ยมเยียนโลกแล้ว เพียงแค่พวกเขาไม่ได้กลับมาที่โลกอีกครั้งเป็นเวลาหลาย 10 ล้านปี

 

 

มนุษย์ต่างดาวอาจจะมีการรอเวลาให้ดาวต่างๆ เคลื่อนที่ไปอยู่ในรูปแบบที่กำหนด เพื่อให้การเดินทางง่ายขึ้น ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะต้องใช้เวลานานเป็นหลักล้านปี

ความใจเย็นแบบสุดๆ นี้เองเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ถึงได้ใช้เวลานานเหลือเกินในการสำรวจดวงดาวต่างๆ

ส่วนคำตอบของคำถามที่ว่า ‘ทำไมเราจึงไม่เห็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตต่างดาวในประวัติศาสตร์มนุษย์’ ทีมวิจัยได้บอกว่าอาจเป็นเพราะมนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ซึ่งทำให้แม้ว่าพวกเขาจะทิ้งหลักฐานไว้ หลักฐานดังกล่าวก็จะหายไปตามกาลเวลาแล้ว

 

 

เท่านั้นยังไม่พอทีมนักวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้อีกข้อด้วยว่ามนุษย์ต่างดาวอาจจะพยายามหลีกเลี่ยงการไปเยือนดาวที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แล้วด้วยก็เป็นได้ ซึ่งสนับสนุนกับทฤษฎีอีกชิ้นในอดีตที่บอกว่ามนุษย์ต่างดาวกำลัง “ตัดขาด” การติดต่อกับโลกได้เป็นอย่างดี

 

 

แน่นอนว่านี่อาจจะเป็นแนวคิดที่ดูบ้าบออยู่พอสมควร แต่มันก็ใช้เป็นทฤษฎีที่ใช้ตอบคำถามของแฟร์มีได้จริงๆ

และตราบใดที่เรายังไม่สามารถทราบข้อจำกัดของมนุษย์ต่างดาวได้ การจะมองว่ากาแล็กซี่ของเราไม่ได้ว่างเปล่า เอเลี่ยนก็แค่มีอายุยืนมากๆ จนมนุษย์หาไม่พบ มันก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะผลักดันให้เราตามหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกก็เป็นไปได้

 

ที่มา businessinsider, futurism และ foxnews

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์