การบริจาคเลือดถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีการส่งเสริมให้บริจาคเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อที่จะได้นำเลือดเหล่านี้ไปใช้ในการรักษาชีวิตผู้อื่นต่อไปได้ในอนาคต

ทว่าในกรณีกลับกันของหญิงสาววัย 21 ปีจากจังหวัดออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา การบริจาคเลือดในครั้งนี้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปในทางที่ไม่ดีนัก

 

ภาพประกอบเนื้อหา

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปี ก่อนในช่วงที่อายุเพียง 17 ปี Gabriella Ekman ได้เดินทางไปบริจาคเลือดกับองค์กร Canadian Blood Services เพื่อบริจาคเลือดเป็นครั้งแรก

เธอกล่าวว่าในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่เจาะเลือดดันเผลอหลุดคำว่า ‘อุ๊ปส์’ ออกจากปากขณะที่จิ้มเข็มลงไปที่แขนของเธอ

นอกจากนั้นแล้วเธอยังรู้ด้วยว่าเจ้าหน้าที่อ่านค่าออกซิเจนที่อยู่ในเลือดเธอนั้นสูงผิดปกติ ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ว่าเลือดที่เจาะออกมานั้นมาจากหลอดเลือดแดงแทนที่จะเป็นหลอดเลือดดำ

การบริจาคเลือดนั้นตามมาตรฐานของ WHO ระบุว่าจะต้องนำเลือดจากหลอดเลือดดำ มากกว่าจะเป็นหลอดเลือดแดง

 

ภาพประกอบเนื้อหา

 

หลังผ่านไปได้ประมาณ 10 ถึง 15 นาที เธอเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรที่ผิดปกติ แต่ด้วยความที่ไม่เคยบริจาคเลือดมาก่อนจึงไม่มั่นใจนักว่ามันถูกต้องตามกระบวนการหรือไม่

แม้ว่าเธอจะบอกกับเจ้าหน้าที่แล้วว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายบริเวณแขนเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำแค่ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล

ซึ่งหลังจากที่ไปตรวจหาอาการผิดปกติกับแพทย์ที่โรงพยาบาลแล้ว กลับไม่สามารถวิเคราะห์หรือวินิจฉัยอาการผิดปกติอะไรใดๆ เลย

 

แขนเริ่มมีอาการบวมและช้ำ

 

ในช่วงสัปดาห์ถัดมาหลังจากบริจาคเลือด แขนของ Ekman เริ่มมีอาการบวมและมีอาการปวดอย่างรุนแรง รอยช้ำโผล่ขึ้นบริเวณข้อมือและไหล่ อาการหนักจนถึงขั้นเหยียดแขนตรงไม่ได้แล้ว

เมื่อกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ชี้เป็นชี้ตายกันเลยทีเดียว เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านหลอดเลือดวิเคราะห์แล้วว่า…

อาการที่เกิดขึ้นนั้นมาจากเลือดไหลในหลอดเลือดแดงที่แขน และสามารถยืนยันได้ว่าการบริจาคเลือดในครั้งนั้นเลือดถูกเจาะออกมาจากหลอดเลือดแดง

ภายหลังก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนเพื่อหยุดอาการเลือดไหล นำลิ่มเลือดออก และซ่อมแซมแผลที่เกิดเป็นรูบริเวณหลอดเลือดแดง

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเธอกลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว

 

Ekman กับแขนที่ใช้งานไม่ได้มา 4 ปี

 

แม้อาการเลือดไหลในแขนจะหยุดลง Ekman ก็ต้องเผชิญกับอาการเจ็บปวดที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้กับแขนของเธอ อาการปวดที่ไม่หายไปหลังจากผ่านกระบวนการกายภาพบำบัดมาหลายต่อหลายรอบ

แพทย์ได้ทำการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าเธอเป็นโรค Complex Regional Pain Syndrome (CRPS) อาการปวดแสบร้อนที่มักจะเกิดขึ้นบริเวณแขนหรือขาจากอาการเจ็บของบาดแผล

ในปัจจุบันเธอจึงต้องสวมใส่เครื่องค้ำแขนอยู่ตลอดเวลา และไม่สามารถเหยียดแขนตรงได้ตามปกติ

 

Ekman ในวัย 21 ปี ระบุว่าชีวิตของเธอเปลี่ยนไปแล้ว จากการบริจาคเลือดในครั้งนั้น เธอวางแผนว่าจะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเพราะได้ทุนเต็มจำนวนมาแล้ว

แต่จากการสูญเสียการเคลื่อนไหวบริเวณแขนไป แทนที่จะได้ไปเรียนต่อตามที่หวัง เธอจำเป็นจะต้องเข้าเรียนในวิทยาลัยใกล้บ้านแทน เพื่อที่จะต้องอยู่อาศัยที่บ้าน มีแม่คอยดูแลช่วยเหลือทุกอย่างกับกิจวัตรประจำวัน

ส่วนของการทำการบ้านหรืองานที่ได้รับจากวิทยาลัยมายังยากที่จะทำให้สำเร็จได้ เนื่องจากอาการปวดที่มีอยู่ตลอดเวลา

 

 

ทั้งนี้ เธอไม่ได้ต้องการให้เรื่องราวของเธอเป็นตัวขัดขวางการบริจาคเลือดของคนอื่น เพียงแต่อยากให้ทุกคนตระหนักกับความเสี่ยงที่อาจขึ้นได้

Ekman พยายามเรียกค่าทำขวัญจากองค์กร Canadian Blood Services เพื่อช่วยเหลือค่าดูแลต่างๆ จะได้ไม่ต้องพึ่งพาคุณแม่ของเธอไปตลอดชีวิตที่เหลือ

ทว่าทางองค์กรเองกลับปฏิเสธที่จะพูดคุยกับเธอในประเด็นด้านการแพทย์มาแล้วถึง 3 ครั้ง และออกแถลงการณ์ในภายหลังว่าจะคุยกับเธอผ่านทางที่ปรึกษากฎหมายเท่านั้น

 

ภาพประกอบเนื้อหา

 

ทางองค์กรทราบดีว่า Ekman รู้สึกโกรธแค้นขนาดไหน และพยายามจะแสดงความห่วงใยกับสวัสดิภาพในชีวิตของเธอ แต่ไม่อาจให้ความเห็นกับการกล่าวอ้างของเธอได้

ส่วนที่ผ่านมานั้น ทางองค์กรยอมรับว่าความเสี่ยงในการบริจาคเลือดนั้นมี แต่มีน้อยมาก และชาวแคนาดาหลายหมื่นคนก็มีความปลอดภัยจากการบริจาคเลือดในทุกๆ ปี

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวเลเซอร์

ที่มา: ctvnews

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...