หากว่าคุณเป็นคนที่เคยมีโอกาสได้ติดตามการใช้ชีวิตของอดีตประธานาธิบดีผู้มีชื่อเสีย(ง) แบบนายดอนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจจะทราบกันมาบ้างว่า ชายคนนี้ติดไดเอทโค้กเป็นอย่างมาก

ถึงขนาดที่เขาดื่มมันวันละ 12 กระป๋อง และแม้แต่บนโต๊ะทำงานของนายดอนัลด์ ทรัมป์เขาก็มีปุ่มกดเรียกบริกรให้ยกไดเอทโค้กมาให้กันเลยทีเดียว และปุ่มดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเรื่องขึ้นชื่อของประธานาธิบดีคนนี้เลยด้วย

 

“ปุ่มเรียกไดเอทโค้ก” เลื่องชื่อของดอนัลด์ ทรัมป์

 

อย่างไรก็ตามห้องทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น มีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ประธานาธิบดีที่เข้ารับตำแหน่งแต่ละคนจะใช้ “ห้องทำงานรูปไข่” ห้องเดียวกัน เพียงแค่ประดับไปตามความชอบของประธานาธิบดีแต่ละคนเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อนายดอนัลด์ ทรัมป์พ้นจากตำแหน่งและนายโจ ไบเดินขึ้นมารับตำแหน่งแทน ห้องทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดีก็ต้องพบกับความเปลียนแปลงอีกครั้งหนึ่ง

และเรื่องที่โลกอินเทอร์เน็ตกำลังให้การสนใจกันอย่างมากก็เป็นการที่ “ปุ่มกดเรียกไดเอทโค้ก” ของนายดอนัลด์ ทรัมป์ถูกนำออกจากโต๊ะไปแล้วด้วย

 

 

โดยห้องทำงานที่ตกแต่งใหม่ของประธานาธิบดีไบเดนนั้น มีจุดเด่นที่สุดอยู่ที่การเปลี่ยนพรมเป็นสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน เคยใช้มาก่อน และมีการใช้ธงชาติสหรัฐฯ และธงตราประธานาธิบดีมาตกแต่งด้านหลังโต๊ะ

แทนที่จะเป็นพรมสีอ่อน และธงกองทัพในสมัยของทรัมป์

 

ห้องทำงานรูปไข่ในสมัยของดอนัลด์ ทรัมป์

 

ห้องทำงานรูปไข่ในสมัยของโจ ไบเดิน

 

โดยในห้องทำงานเดียวกันนี้ประธานาธิบดีไบเดนยังมีการนำรูปปั้นของมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ และโรซา พาร์ค ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมมาประดับด้วย

แทนที่รูปปั้นของวินสตัน เชอร์ชิลของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และรูปภาพของอดีตประธานาธิบดีแอนดริว แจ็คสัน ผู้มีนโยบายบังคับให้ชาวพื้นเมืองต้องย้ายถิ่นฐาน ที่เคยถูกประดับไว้ในห้องช่วงการทำงานของดอนัลด์ ทรัมป์

 

รูปประดับอื่นๆ ของไบเดิน ซึ่งประกอบด้วยรูปครอบครัว และรูปปั้นของ Cesar Chavez นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง ชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน

 

การปรับแต่งห้องในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่แตกต่างกันของประธานาธิบดีทั้งสองคนอย่างเห็นได้ชัดเจน

และมันก็ไม่แน่เหมือนกันว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะเห็นทิศทางสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นมา แบบหน้ามือหลังมือเลยก็เป็นได้

 

ห้องทำงานรูปไข่ในสมัยของนายโจ ไบเดิน

 

ที่มา thehill, independent และ wionews

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...