ย้อนรอย “ชาร์ล แมนสัน” ผู้อยู่เบื้องหลังคดีโหดน่าสะพรึงกลัวแห่งสหรัฐอเมริกาในยุค 60


919 shares

เคยได้ยินเรื่องราวของชายชื่อ “ชาร์ล ไมลส์ แมนสัน” กันมาก่อนไหม เขาคืออาชญากรชาวอเมริกันผู้อยู่เบื้องหลังคดีการฆาตกรรมครั้งใหญ่ในปี 1969 ของกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่า “ครอบครัวแมนสัน” (Manson Family) ซึ่งเคยสร้างความสะพรึงกลัวให้กับชาวอเมริกันในยุค 60 จนเป็นที่จดจำมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ชาร์ล แมนสัน เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1934 ในซินซินเนติ โอไฮโอ โดยเป็นลูกนอกสมรสของแคธลีน แมดดอกซ์ และคนในพื้นที่ชื่อวอล์คเกอร์ เฮนเดอร์ สันสก็อตต์ ก่อนที่จะได้ชื่อมาจากพ่อเลี้ยง วิลเลียม ยูจีน แมนสันอีกทีหนึ่ง

ครอบครัวของชาร์ล แมนสันนั้นเรียกได้ว่าไม่ใช่ครอบครัวที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะหลังจากที่แมนสันเกิดมาได้ไม่นาน วิลเลียมก็หย่ากับแคธลีน ทำให้แมนสันต้องใช้ชีวิตกับแม่ที่ติดเหล้าและขี้ขโมยในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีนัก

 

ชาร์ล แมนสัน ในตอนที่ได้อายุ 14 ปี

 

เมื่อเขาอายุได้ 5 ขวบ แคธลีนและลุงของเขาก็ถูกจับหลังจากออกปล้นโดยใช้ขวดซอสเป็นปืน ทำให้ เขาถูกส่งไปอยู่กับป้าอีกที โดยตลอดเวลาที่เขาเติบโตมานั้น แมนสันถูกบรรยายว่าเป็นเด็กที่ทั้งมีเสน่ห์และน่ากลัว ในบางครั้งเขาก็เล่นดนตรีที่ไพเราะ แต่ในบางครั้งเขาก็ขี้ขโมย ขี้โกหก และเป็นคนรุนแรง

แมนสันมีประวัติอาชญากรรมที่เป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในตอนที่เขาอายุได้ 12 ขวบ โดยเป็นการแอบขโมยเงินจากร้านขายของชำ ก่อนที่จะเริ่มออกขโมยรถในตอนที่อายุได้ 16 ปี และก่อคดีอีกมากมายในช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่น

 

ชาร์ล แมนสัน ในปี 1947

 

การกระทำเหล่านี้ทำให้เขาถูกจับเข้าคุกในปี 1959 และหลงใหลในวงเดอะบีเทิลส์ในช่วงเวลาที่อยู่ในคุก

ด้วยเหตุนี้เองในปี 1968 ราวๆ 1 ปีครั้งจากที่ออกจากคุก แมนสันจึงตัดสินใจตั้งร้านของตัวเองในแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่จะเริ่มรวบรวมผู้คน ที่ในอนาคตจะกลายเป็นครอบครัวแมนสัน ด้วยพลังของดนตรีที่เขาได้มาจากช่วงเวลาในคุก และยาเสพติด

แมนสันใช้ชีวิตแบบค่อนข้าง “ปกติ” เช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งเขาอายุได้ 32 ซึ่งในเวลานั้นครอบครัวแมนสันได้หลงใหลในตัวแมนสันมากจนยอมทำทุกสิ่งที่เขาสั่ง และแมนสันเองก็โด่งดังจนมีโอกาสได้พบกับเดนนิส วิลสัน ผู้ที่มีส่วนทำให้แมนสันได้มีโอกาสช่วยงานวงเดอะบีเทิลส์ที่เขาหลงใหล

 

แมนสัน และหนึ่งในภรรยาของเขาในปี 1955

 

ในเวลานั้นเอง ที่แมนสันมักจะสั่งสอนครอบครัว ว่าในอนาคตอันใกล้จะมีสงครามวันสิ้นโลกระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ ซึ่งคนในครอบครัวแมนสันจะหลบซ่อนจนการต่อสู้จบลง และกลับมาเป็นผู้นำฝ่ายที่ชนะ ตามคำทำนายที่เขาตั้งชื่อให้ว่า “Helter Skelter” จากชื่อเพลงของเดอะบีเทิลส์ ที่เขามีโอกาสได้ช่วยงาน

ความโด่งดัง และพลังในการชักจูงของแมนสัน ทำให้สมาชิกครอบครัวแมนสันจำนวนมากหลงชื่อว่าคำทำนายของเขานั้นเป็นความจริง ดังนั้นเมื่อที่แมนสันบอกให้สมาชิก ออกไปสร้างสถานการณ์เพื่อให้คำทำนายเป็นจริงเร็วขึ้น หลายๆ คนจึงทำตามเขาโดยที่ไม่ถามอะไรสักนิด

 

สมาชิกครอบครัวแมนสันที่ลอสแองเจลิส

 

วิธีการส่วนใหญ่ของครอบครัวแมนสันนั้นคือการสังหารคนขาวและป้ายความผิดให้คนดำ โดยหนึ่งในคดีสำคัญๆ ของพวกเขาก็ประกอบไปด้วยการทรมานและสังหาร “แกรี ฮินแมน” นักดนตรีซึ่งค่ายาเป็นงานเสริม ก่อนที่จะเอาเลือดทากำแพงเป็นสัญลักษณ์เพื่อป้ายความผิดให้กลุ่มเรียกร้องสิทธิคนผิวดำ

อย่างไรก็ตามหากจะพูดถึงคดีที่มีชื่อเสียงที่สุดของครอบครัวแมนสันในช่วงนั้น มันก็คงจะหนีไม่พ้นคดีชื่อดังอย่าง “การสังหารเทต” ในวันที่ 8 สิงหาคม 1969 แน่ๆ

 

ชารอน เทต หนึ่งในเหยื่อการสังหารโหดของครอบครัวแมนสัน

 

โดยคืนวันนั้น ครอบครัวแมนสันได้ทำการบุกเข้าไปยังแมนชั่นในเบเนดิกต์แคนยอน โดยแมนสันอ้างว่าพวกเขามีเป้าหมายในการสังหารเทอรี่ เมลเชอร์ผู้ผลิตแผ่นเสียงที่มีปัญหากันมาก่อน

อย่างไรก็ตามในเวลานั้นเมลเชอร์ได้ย้ายออกไปจากบ้านแล้ว ดังนั้นคนที่กลายเป็นเยื่อของครอบครัวแมนสันในเวลานั้นจึงกลายเป็นนักแสดงหญิง “ชารอน เทต” ซึ่งตอนนั้นกำลังท้องได้ 8 เดือนและคนอื่นๆ ในบ้านแทน ก่อนที่พวกเขาจะละเลงเลือดดาราสาวเป็นคำว่า “หมู” เพื่อใส่ความคนผิวสีตามปกติ

 

 

คดีฆาตกรรมส่วนมากที่เกิดขึ้นนั้น ถูกสืบสาวกลับไปถึงตัวแมนสันและครอบครัวได้ในเวลาราวๆ 1 เดือนต่อมา และในท้ายที่สุดตัวแมนสันเองก็ถูกสั่งประหารชีวิตโดยศาล (ซึ่งต่อมาลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต) ในที่สุด

แต่แม้ว่าแมนสันจะถูกจำคุกไปแล้วก็ตาม สมาชิกของครอบครัวแมนสันก็ใช่ว่าจะหยุดการกระทำสุดโหดไปในทันที เพราะพวกเขานั้นยังคงออกก่อคดีให้เห็นอยู่เป็นช่วงๆ จนกลายเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนเป็นอย่างมาก โดยหนึ่งในอดีตสมาชิกอย่างลีนเนตต์ ฟรอมม์นั่น ถึงกับก่อเหตุลอบสังหารประธานาธิบดีในปี 1975 เลยทีเดียว

 

ลีนเนตต์ ฟรอมม์ หนึ่งในครอบครัวแมนสันผู้พยายามลอบสังหารประธานาธิบดี

(อ่านเรื่องราวของเธอได้ ที่นี่)

 

ส่วนตัวของแมนสันผู้เป็นต้นเรื่องทั้งหมดนั้น เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสงบในห้องขังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 83 ปีนั่นเอง

 

ที่มา allthatsinteresting และ britannica

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

919 shares
ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
Choose A Format
Story
Formatted Text with Embeds and Visuals
Image
Photo or GIF
Ranked List
Upvote or downvote to decide the best list item
Open List
Submit your own item and vote up for the best submission
Poll
Voting to make decisions or determine opinions