การคิดค้นโครงการใหญ่ๆ พร้อมกับการออกแบบที่รองรับทั้งด้านความสวยงามและการใช้งานจริงนั้น แทบจะเป็นไอเดียที่ต้องสวนทางกันอยู่เสมอ เพราะหากทำให้สวยไว้ก่อนแต่ใช้งานจริงจะทำไม่ได้ หรือเน้นการใช้งานจริงก็จะไม่สวยเช่นกัน…

 

 

แต่สำหรับองค์ประกอบทั้งหมดนี้ได้หลอมรวมมาเป็น ‘โรงไฟฟ้าขยะ’ ที่มีทั้งความสวยงามและฟังก์ชั่นการใช้งานนอกเหนือจากการเป็นโรงไฟฟ้า

และที่สำคัญที่สุดก็คือยังคงคุณสมบัติอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ก่อมลพิษ สามารถผลิตไฟฟ้าพลังสะอาดให้ใช้งานแก่ชุมชนได้

 

 

โรงไฟฟ้าขยะแห่งนี้คือ Copenhill (Amager Bakke หรือ Amager Slope) เป็นโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะและพลังงานความร้อน ตั้งอยู่บนเกาะอาแมเยอร์ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว

 

 

การออกแบบโรงไฟฟ้า Copenhill นี้เป็นของกลุ่มนักออกแบบ BIG – bjarke ingels group ที่นอกเหนือจากเน้นรายละเอียดการทำงานของโรงไฟฟ้าแล้ว ก็ยังออกแบบพื้นที่สาธารณะไว้อย่างเพรียบพร้อมรอบด้าน

 

 

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมด้านการศึกษาต่างๆ การเป็นศูนย์พักผ่อนหย่อนใจที่มีทั้งสโลปเล่นสกี ทางชันไว้ซ้อมเดินเขา และกำแพงที่ไว้ใช้ซ้อมปีนผาออกกำลังกายได้

 

 

เนื่องจากลักษณะการออกแบบโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เป็นแหล่งผลิตพลังงานที่สะอาดมากๆ จนทำให้เหลือพื้นที่บนตัวอาคารโรงไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมากมายและเน้นไปที่การใช้ชีวิตของสังคมในเมือง

จนออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ และกลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะที่เกิดขึ้นบนตัวอาคารโรงไฟฟ้าได้

 

ทางเดินขึ้นเขา

 

พื้นที่สีเขียวบนดาดฟ้าโรงไฟฟ้า

 

โปรเจกต์นี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลข้างเคียงด้านสังคมอย่างจงใจ เพราะด้วยการทดแทนระบบของโรงไฟฟ้าเก่า นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้กำจัดขยะและผลิตพลังงานต่างๆ

 

 

อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้าก็อยู่ริมน้ำ จึงถือว่าเป็นจุดที่ดีมากๆ สำหรับการเล่นกีฬาเอกซ์ตรีมต่างๆ ทั้งเวคบอร์ด แข่งโกคาร์ท รวมไปถึงการเล่นสกี เดินเขา ปีนหน้าผา ด้วยสถานที่เหลือเฟือและเอื้ออำนวยแก่การจัดกิจกรรมกลางแจ้ง

 

 

ที่มาของโครงการริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2013 จาก 3 ฝ่าย ได้แก่กลุ่มนักออกแบบ BIG กลุ่มภูมิสถาปนิก SLA ร่วมกับกลุ่มวิศวกร AKT, lüchinger+meyer, MOE และ rambøll

พวกเขาตั้งเป้าที่สอดคล้องกันว่าจะให้เมืองโคเปนเฮเกน กลายเป็นเมืองแรกของโลกที่ปราศจากคาร์บอนภายในปี 2025

 

 

เมื่อทำการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันออกมาจึงสะท้อนให้เห็นเป็นแนวคิดความยั่งยืนแบบสุขนิยม ที่มองว่าเมืองยั่งยืนเช่นนี้นอกจากจะดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ยังดีต่อชีวิตของพลเมืองที่อยู่ที่นี่อีกด้วย

 

 

นอกเหนือจากจะเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะให้ชาวเมืองมาใช้งานเล่นกิจกรรมกลางแจ้งกันได้แล้ว หากใครที่อยากจะมากินลมชมวิวเฉยๆ ก็ทำได้เช่นกัน

เพราะโรงไฟฟ้าแห่งนี้ก็ถือเป็นจุดแลนด์มาร์กที่ราบสูงสำคัญของเมืองไปโดยปริยาย มีวิวสวยๆ ล้อมรอบให้ชม และบนชั้นดาดฟ้าก็มีบริการต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่าสะดวกครบครันในที่เดียว

 

 

เพราะพื้นที่ชั้นดาดฟ้าของตัวโรงไฟฟ้าจะมีจุดชมวิว พร้อมต้นไม้เขียวขจีล้อมรอบเส้นทางเดินขึ้นเขา ซึ่งดาดฟ้าสีเขียวเหล่านี้ก็จะช่วยสร้างภูมิทัศน์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยดูดซับความร้อนได้ดี กำจัดอนุภาคเล็กๆ ในอากาศ ช่วยชะลอน้ำฝนที่ตกลงมาบนดาดฟ้าได้อีก

 

 

ในส่วนของตัวโรงไฟฟ้าเองก็ออกแบบภายในให้มีความสะอาดสะอ้าน เรื่องของการผลิตพลังงานจากขยะและความร้อนช่วยส่งมอบกระแสไฟฟ้าพลังสะอาดได้มากถึง 150,000 ครัวเรือนต่อปี

 

 

โรงไฟฟ้าจะรับขยะเข้ามาประมาณวันละ 250 – 350 คันรถบรรทุก นำมาลงหลุมรอเข้าเตาเผาขยะ และเมื่อเผาขยะได้เป็นพลังงานความร้อนที่ทำให้น้ำเดือด ไอน้ำจากน้ำจะก็ทำให้กังหันหมุนทำงาน เกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าขึ้นมา

 

 

แม้ว่าการเผาจะมีทำให้เกิดสารพิษ แต่ระบบภายในของโรงไฟฟ้าจะไม่มีการปล่อยสารพิษออกมาสู่ภายนอกเลย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่อยู่อาศัยรอบโรงไฟฟ้าจะไม่ได้รับมลพิษ และไม่สร้างมลพิษให้แก่โลก

 

.

 

โรงไฟฟ้าแห่งนี้จึงพร้อมเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะที่สะอาดปลอดภัยแก่ชุมชน ให้ชาวเมืองได้ออกมาใช้งานใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปลอดภัยต่อสุขภาพ

 

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวเลเซอร์

ที่มา: copenhill, visitcopenhagen, archdaily, dezeen, designboom

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...