อิตาลีพบ ไวรัสโรคโควิด-19 สามารถตกค้างในดวงตาได้เป็นเวลานาน แม้จะหายไปจากในจมูกแล้ว


มันเป็นเรื่องที่หลายๆ คนอาจจะทราบกันเป็นอย่างดี ว่าไวรัส “SARS-CoV-2” ซึ่งทำให้เกิดโรคโควิด-19 นั้นเป็นไวรัสที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสามารถถูกพบอยู่ตามลำคอ จมูก หรือปากคนไข้ได้

 

 

อย่างไรก็ตามไวรัส SARS-CoV-2 นั้นแท้จริงแล้วกลับสามารถพบในอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้ด้วย แถมในบางครั้งอวัยวะที่กล่าวมานั้น ก็อาจจะไวรัสตัวนี้ตกค้างอยู่ได้นานยิ่งกว่าอวัยวะในระบบทางเดินหายใจเองด้วย

นั่นเพราะเมื่อล่าสุดนี้เอง ทีมแพทย์ในประเทศอิตาลีได้ทำการตรวจสอบคนไข้โรคโควิด-19 รายหนึ่ง และพบว่าในด้วยตาของเธอนั้น ยังมีไวรัส SARS-CoV-2 ตกค้างอยู่ในเป็นเวลานานได้ ทั้งๆ ที่ไวรัสดังกล่าวไม้หายไปจากจมูกของเธอหมดแล้ว

 

 

อ้างอิงจากรายงานที่ได้รับการเปิดเผยออกมา คนไข้ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นหนึ่งสาวอายุราวๆ 65 ปี โดยเธอเป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่บินจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มายังอิตาลีเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 2020 และแสดงของโรคจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในราวๆ สัปดาห์ต่อมา

ในระหว่างที่เข้ารักษาตัวอยู่นั้นเอง ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลในอิตาลี จะทำการตรวจสอบปริมาณไวรัสในโพรงจมูก และดวงตาด้วยการเก็บตัวอย่างของเหลวจากอวัยวะทั้งสองทุกขึ้น ซึ่งทำให้พวกเข้าได้พบกับเรื่องที่น่าสนใจเข้า

 

 

นั่นเพราะแม้ว่า หลังจากการรักษาดำเนินไปได้ 20 วัน ผลตรวจไวรัส SARS-CoV-2 ในจมูกของผู้ป่วยคนนี้ จะกลายเป็นออกมาเป็นลบ (ไม่พบไวรัสแล้ว) ก็ตาม

แต่ราวๆ หนึ่งสัปดาห์ของการดูอาการหลังจากนั้น ในวันที่ 27 ของการรักษา ทีมแพทย์กลับพบ ไวรัส SARS-CoV-2 อยู่ในดวงตาของผู้ป่วยอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ในจมูกของผู้ป่วยไม่มีสัญญาณของไวรัสเหลืออยู่แล้ว

“เราพบ RNA ของ SARS-CoV-2 ในการตรวจดวงตาของผู้ป่วยหลายวันหลังจากผลตรวจที่จมูกไม่พบไวรัสแล้ว” ทีมแพทย์ระบุในรายงาน โดยพวกเขาบอกว่าการค้นพบในครั้งนี้อาจจะมีส่วนที่ทำให้พวกเราต้องปรับมาตรการรับมือโรคโควิด-19 กันอีกครั้งเลยก็ได้

 

 

นั่นเพราะการที่พวกเขาพบ RNA ในของเหลวจากดวงตาของผู้ป่วยเช่นนี้ มันเป็นหลักฐานว่าน้ำตาของเรานั้นอาจจะเป็นตัวกลางในการแพร่เชื้อได้

และการที่ไวรัสสามารถตกค้างในดวงตาได้นานขนาดนี้ ก็อาจจะทำให้ดวงตาของเรากลายเป็นจุดเพาะและแพร่กระจายเชื้อ ที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา และอาจจะน่ากลัวกว่าอวัยวะอื่นๆ ต่อไปเลยก็เป็นได้

 

ที่มา livescience, foxnews

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments