ย้อนกลับไปในปี 1948

Mary หญิงสาวชาวอังกฤษ เธอก็เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ในยุคนั้น เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง เรียนพอให้มีความรู้ และใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาสามัญ

ขณะที่ Jake หนุ่มชาวตรินิแดดที่รบให้กับกองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากจบสงคราม เขาก็ใช้ชีวิตของทหารผ่านศึก โดยไม่กลับไปยังบ้านเกิด

แล้วทั้งสองก็เจอกัน พูดคุยกันถูกคอ ตกหลุมรัก และตัดสินใจแต่งงานกัน

 

 

แต่… มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับการแต่งงานระหว่างคนสองสีผิว ที่เกิดขึ้นเมื่อราวๆ 70 ปีก่อน

ไม่ใช่เพียงแต่สายตาดูหมิ่นจากคนแปลกหน้า มองด้วยความประหลาดใจว่าคนสองสีผิวนี้มาควงกันได้อย่างไร เวลาทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกัน

กระทั่งครอบครัวของ Mary ก็รับไม่ได้กับการตัดสินใจแต่งงานของลูกสาวบ้านนี้ ที่เลือกคนผิวดำมาเป็นลูกเขย

พ่อของเธอไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด และขับไล่ไม่ให้ Mary อยู่ในบ้านของครอบครัวนั้นอีก

“ถ้าเธอแต่งงานกับผู้ชายผิวดำคนนั้น ก็ไม่ต้องมาเหยียบบ้านนี้อีกต่อไป!!!”

 

Mary ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างครอบครัวที่เลี้ยงเธอมา หรือความรักของคนหนุ่มสาว แล้วเธอก็เลือกอย่างหลัง…

 

 

ทั้ง Jake และ Mary ต้องหาที่อยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่งของตัวเอง  แต่มันก็ยิ่งยากไปอีก เพราะถึงแม้ Jake จะเป็นคนทำงานรับจ้างหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว  แต่เจ้าของห้องเช่า ก็ไม่ค่อยจะอยากให้คนผิวดำมาเป็นผู้เช่าเท่าไรนัก

ชีวิตของภรรยาผิวขาว และสามีผิวดำนั้น อยู่ด้วยกันท่ามกลางความลำบาก

มีกระทั่งความรักเท่านั้นที่ทำให้ทั้งสองคนยังอยู่ด้วยกัน และโชคดีที่ “กาลเวลา” เข้าข้างพวกเขา

 

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป คนผิวดำได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้นเรื่อย จนเวลาผ่านไปนับสิบปี พวกเขาก็เริ่มไปไหนมาไหนได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

เผลอแปปเดียว ตอนนี้พวกเขาแต่งงานกันมาครบ 70 ปีแล้ว และยังคงรักกันอยู่เหมือนกับวันที่เจอกันเป็นครั้งแรกๆ

 

 

เรื่องราวดังกล่าวถูกแชร์ต่อบนโลกออนไลน์ และกลายเป็นกระแสดังอย่างรวดเร็ว

ความรักของ Mary และ Jake กลายเป็นเหมือนคำอธิบายว่า “ความรัก” นั้นคืออะไรบ้าง?  มันอาจจะคือความเสน่หา ความอดทน ความอยากดูแลซึ่งกันและกัน

แต่จะหมายถึงอะไรก็ตาม  อย่างน้อยพวกเขาก็พิสูจน์แล้วว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้น คือสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” อย่างแท้จริง…

 

(ชมวิดีโอจาก BBC ที่ทำเรื่องนี้เมื่อปี 2011)

ที่มา: boredpanda

 

เรียบเรียง #ประธานเหมียว

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...