เรื่องราวอาการสุดแปลกประหลาดที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทั่วไป กลับเกิดขึ้นกับเด็กสาววัย 15 ชาวบราซิลที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าการร้องไห้ออกมาเป็นเลือดนี้เกิดขึ้นจากอะไร และเป็นแบบนี้มานานร่วมสัปดาห์แล้ว

เด็กสาวนามว่า Doris เริ่มมีอาการป่วยในวันที่ 12 กันยายน 2020 ภายหลังคุณแม่จึงพาเธอไปหาหมอในเมืองเซาเปาลู เธอระบุว่ามีอาการปวดท้องและหมอก็วินิจฉัยให้ว่าเป็นนิ่วในไต

 

 

ภายหลังก็รับยาบรรเทาอาการปวดและกลับไปพักผ่อนที่บ้าน อย่างไรเสียในช่วงเช้าวันอาทิตย์ถัดมาเธอก็ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินหลังพบว่ามีเลือดไหลออกมาจากดวงตา…

หมอก็ได้ตรวจสอบอาการของ Doris อีกครั้ง แต่ทว่าไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่มาของน้ำตาเลือดนี้ได้ แต่เจ้าตัวก็ไม่มีอาการปวดหรือไม่สบายตัวอะไร เธอก็ถูกส่งกลับบ้านอีกรอบ

 

คุณแม่ Juliana Teixeira de Miranda กล่าวว่า…

“ลูกสาวของฉันเข้ารับการตรวจนับครั้งไม่ถ้วน แต่หมอก็ไม่เจอปัญหาอะไรเลย หมอปล่อยลูกกลับบ้านและเราก็มาถึงบ้านช่วงย่ำรุ่งวันจันทร์ เราจะทำตามทุกอย่างที่หมอสั่ง เราต้องการหาคำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

 

 

Juliana กล่าวถึงช่วงที่กลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว เลือดก็เริ่มไหลออกจากดวงตาลูกสาวทั้งสองข้าง มันก็ยิ่งทำให้ทางครอบครัวรู้สึกหวั่นใจกว่าเดิม และเป็นอีกครั้งที่ต้องพาลูกสาวส่งเข้าโรงพยาบาล แต่ไม่มีใครให้คำตอบอะไรเกี่ยวกับกรณีนี้ได้เลย

 

“เธอเข้ารับการตรวจถ่ายภาพรังสีเอกซ์เรย์และการตรวจอื่นๆ หมดแล้ว แต่หมอก็ยังไม่พบอะไรผิดปกติที่จะระบุถึงน้ำตาเลือดนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคำตอบ หมอได้ขอให้ลูกสาวเข้ารับการตรวจเพิ่มอีกในสัปดาห์นี้เพื่อหาสาเหตุ”

 

 

ทางด้าน Doris กล่าวว่าเธอมีอาการน้ำตาไหลเป็นเลือดมาตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน และมันก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาในระหว่างวัน โรงพยาบาลที่รับเคสนี้แถลงระบุว่าต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อที่จะหาต้นตอที่ทำให้เกิดน้ำตาเลือดนี้

 

จักษุแพทย์ Antonio Barbosa Delsin เปิดเผยว่า…

“เลือดที่ผสมอยู่ในน้ำตานี้เรียกว่า Hemolacria มีคำอธิบายอาการในงานด้านการแพทย์แล้ว การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ แต่บางครั้งมันก็หายไปในทันทีหลังมีอาการเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับการรักษาและไม่มีการวินิจฉัยที่ชัดเจน”

 

 

“ส่วนใหญ่มันเกิดขึ้นจากปัญหาทางด้านสุขภาพร่างกายของคนไข้ แม้จะเป็นอาการประหลาดแต่ไม่มีความซับซ้อนในการรักษา สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะและฮอร์โมน แต่ก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการอีกที และจะไม่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ กับผู้ป่วย” นายแพทย์ Leandro Fonseca เสริมทิ้งท้าย

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวเลเซอร์

ที่มา: uol, metropoles, ultimosegundo

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...