ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาวัคซีคสำหรับโรคโควิด-19 กันอย่างแข็งขัน หลายเจ้าก็เริ่มมีผลการทดสอบออกมาแล้วว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด หลายประเทศก็เริ่มจัดซื้อมาให้ประชาชนของตนเองตามขีดกำลังความสามารถ

 

 

เพียงแต่หนึ่งประเทศเล็กบนโลกบริเวณแคริบเบียนอย่างคิวบา กลับต้องเจอปัญหาที่น่าหนักใจไม่แพ้กันแม้ว่าจะสามารถผลิตวัคซีนเป็นของตนเองได้ แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิดในประเทศนั้นน้อยมากๆ จนเป็นอุปสรรคของการพัฒนาวัคซีน

สถาบันวัคซีนของรัฐ Finlay Vaccine Institute เป็นหนึ่งในองค์กรที่กำลังผลิตวัคซีนสำหรับโควิด-19 แต่ก็ต้องหยุดชะงักการทดสอบเฟส 3 หรือการทดสอบด้านคลีนิก เนื่องจากเคสผู้ป่วยติดเชื้อมีน้อยเกินไป

 

 

เมื่อเทียบสัดส่วนประชากร 11 ล้านคน ด้วยจำนวนเคส 15,000 ราย เสียชีวิต 155 ราย มีผู้ติดเชื้อปัจจุบัน 3,087 รายนั้นก็เป็นเพียงแค่ 1-10% จากจำนวนตัวเลขของทั้งโลก

เพื่อให้การพัฒนาวัคซีน Sovereign 02 ไปต่อได้ ทางหน่วยงานจึงได้เซ็นสัญญาข้อตกลงร่วมกับสถาบัน Pasteur Institute เพื่อนำวัคซีนตัวนี้ไปทดสอบเฟส 3 ในประเทศอิหร่าน (อิหร่านไม่เชื่อมั่นว่าวัคซีนจากสหรัฐฯ และอังกฤษจะใช้ได้ผล)

 

 

จากการแถลงบนทวิตเตอร์ของ IFV ระบุว่าการทดสอบจะเปิดทางให้การพัฒนาภูมิต้านทานต่อโรคโควิด-19 นั้นเกิดเร็วขึ้นในทั้ง 2 ประเทศ

เพราะเมื่อเดือนที่ผ่านมาผู้อำนวยการ Vicente Verez ทราบดีว่าการทดสอบเฟส 3 ในคิวบานั้นไม่สามารถทำได้ เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น อีกทั้งยังเสริมว่าวัคซีน Sovereign 02 แสดงให้เห็นว่ามีภูมิต้านทานแทบจะทันที (ภายใน 14 วัน)

 

 

คิวบาเล็งเห็นว่าต้องการให้ประชากรทั้งประเทศมีภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนที่ผลิตเองภายใน 6 เดือนแรกของปี 2021 นอกจากนี้ก็ยังมีศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพที่ผลิตวัคซีนมาอีก 2 ตัวได้แก่ Mambisa กับ Abdala เพื่อนำมาใช้กับประชาชนชาวคิวบาด้วย

 

 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้คิวบาประสบความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดได้ดีนั้น เป็นเพราะการเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการช่วงปีใหม่ สั่งห้ามไม่ให้จัดงานรื่นเริง ระงับการเดินทาง กิจกรรมทางวัฒนธรรม ตลอดจนห้ามใช้พื้นที่สาธารณะต่างๆ

หน่วยงานรัฐคิวบาใช้มาตรการต่างๆ อย่างรวดเร็วและเข้มงวดมาก หากพลเมืองคนใดสวมใส่หน้ากากผิดในที่สาธารณะก็โดนปรับ หน่วยงานสาธารณสุขก็ต้องออกตรวจหาเชื้ออยู่ตลอดในบ้านทุกหลังทั่วทั้งเกาะ

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวเลเซอร์

ที่มา: theguardian, unilad

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...