นักวิทย์พบ น้ำใต้ธารน้ำแข็งทเวทส์มีอุณหภูมิสูงกว่าที่คาด อาจเป็นเหตุให้น้ำแข็งละลายเร็ว


เคยได้ยินเรื่องราวของ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” หรือ “Doomsday Glacier” กันมาก่อนไหม? นี่คือชื่อของธารน้ำแข็งทเวทส์ในทวีปแอนตาร์กติกา ที่ได้ชื่อว่ากำลังละลายไปด้วยความเร็วมากที่สุด และก็แน่นอนว่าน้ำจากการละลายนี้ก็อาจจะส่งผลกระทบยิ่งใหญ่กับโลกได้เลย

 

 

การละลายของธารน้ำแข็งทเวทส์นั้น ที่ผ่านๆ มามีเหตุผลที่เป็นไปได้อยู่หลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่จะเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เช่นการที่อุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อล่าสุดนี้เอง นักวิทยาศาสตร์กลับพบกับเรื่องที่น่าสนใจเข้าเรื่องหนึ่ง

นั่นคือ น้ำที่ใต้ธารแข็งทเวทนั้น แท้จริงแล้วกลับมีอุณหภูมิสูงอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยอุณหภูมิที่สูงถึง 2 องศาเซลเซียสกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำตามปกติ

 

 

อ้างอิงจากรายงานของนักวิทยาศาสตร์กว่าที่เขาจะได้ตัวเลขที่เห็นออกมานั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้วิธีการมากมายในการเก็บข้อมูลได้น้ำออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหลุมลึกกว่า 700 เมตรบนธารน้ำแข็งเอง และการใช้หุ่นยนต์ดำน้ำลึกรูปร่างคล้ายตอร์ปิโด

อย่างไรก็ตามผลการสำรวจที่ออกมานี้ก็นับว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่าต่อการลงแรงของพวกเขามาก เพราะการทดลองในครั้งนี้ทำให้พวกเขาทราบว่าว่าเพราะเหตุใดกัน ธารน้ำแข็งอันนี้ถึงได้ละลายไปไวมากอย่างที่เห็น

 

 

“การพบน้ำอุ่นในพื้นที่ส่วนนี้ของโลก นับว่าเป็นคำเตือนสำหรับพวกเราทุกคนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับโลก จากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” คุณ David Holland ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าว

“หากน้ำเหล่านี้ก่อให้เกิดเหตุธารน้ำแข็งละลายในทวีปแอนตาร์กติกาจริงๆ ผลกระทบของมันก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกได้ไม่ยากเลย”

 

 

ด้วยเหตุนี้เอง ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามเป็นอย่างมากที่จะเฝ้าสังเกตการณ์ธารน้ำแข็งเหล่านี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด ถึงอย่างนั้นก็ตาม การจะหยุดเหตุการณ์การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ด้วยน้ำมือของคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นอยู่ดี

ดังนั้น นี้อาจถึงเวลาแล้วก็ได้ ที่เราจะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับปัญหา น้ำแข็งละลายเหล่านี้ และหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุด ก็คงจะไม่พ้นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นนั่นเอง

 

ที่มา foxnews, livescience

Advertisement


Like it? Share with your friends!

0 Comments