ลองจินตนาการว่าคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำงานอยู่ที่ทวีปแอนตาร์กติกาดู คุณให้เวลาส่วนใหญ่ตะลุยผ่านอากาศอันหนาวเย็น เจาะรูบนน้ำแข็งเพื่อทำความเข้าใจดวงดาวของเราให้มากขึ้นแม้สักนิด แต่เมื่อคุณมีเวลาว่างเล็กน้อยหลังจากทำงานคุณจะใช้มันทำอะไร?

คำตอบของคำถามที่ว่านี้อาจจะมีความเป็นไปได้ที่หลากหลาย แต่หากเราอ้างอิงจากวิดีโอที่กำลังโด่งดังเป็นที่พูดถึงในปัจจุบันของนักวิทยาศาสตร์ในแอนตาร์กติกาเอง ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะเป็นการปล่อยน้ำแข็งลงไปในรูที่พวกเขาเจาะขึ้น เพื่อให้มันมีเสียง “ปิ้วๆ” ราวกับเป็นเสียงเอฟเฟคหนังไซไฟไม่มีผิด

 

 

เรื่องราวสุดแปลกในเวลาว่างเหล่านี้ เป็นสิ่งกลุ่มนักธรณีวิทยาไอโซโทปของคุณ John Andrew Higgins ทำกันในเวลาว่าง โดยพวกเขาพบว่าเสียงที่เกิดขึ้นจากการทิ้งน้ำแข็งลงไปในรูลึก 137 เมตรนั้น มันช่างฟังแล้วมีความสุขแบบแปลกๆ จริงๆ

ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะถ่ายวิดีโอของมัน เพื่อมาแบ่งปันให้โลกรู้ผ่านโลกอินเทอร์เน็ตเสียเลย

 

วิดีโอการทิ้งน้ำแข็งของคุณ John Andrew Higgins (อย่าลืมเปิดเสียงล่ะ)

 

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้แน่นอนว่าย่อมต้องได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้ที่มีโอกาสได้เข้าไปเห็นเป็นธรรมดา ซึ่งมันก็ทำให้วิดีโอดังกล่าวมียอดคนดูมากกว่า 3 ล้านคนไปแล้วในเวลาไม่กี่วัน และสร้างคำถามให้กับผู้คนมากมายว่าทำไมกัน การทิ้งน้ำแข็งลงรูมันถึงมีเสียงน่าสนใจแบบนี้ได้

ซึ่งสำหรับคำถามนี้ เชื่อหรือไม่ว่ามันเคยถูกตอบไปแล้วในวิดีโอของคุณ Peter Neff นักธรณีวิทยาน้ำแข็งอีกคนหนึ่งผู้ซึ่งเคยถ่ายวิดีโอการทิ้งน้ำแข็งคล้ายๆ กันไว้ตั้งแต่ในปี 2018

 

 

เขาได้อธิบายเอาไว้ว่าสิ่งที่ทำให้เกิดเสียงแบบนี้นั้น มีปัจจัยสำคัญอยู่สองอย่างหลักๆ ซึ่งเราเรียกกันว่าปรากฏการณ์ดอพเพลอร์ของเสียง (Doppler Effect) และวิธีการที่เสียงเคลื่อนที่ผ่านรูน้ำแข็ง

ปรากฏการณ์ดอพเพลอร์ของเสียงเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อต้นกำเนิดของเสียงมีการเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งต่างๆ กันของเสียงได้รับเสียงความถี่ต่างกัน ซึ่งเราจะพบได้บ่อยๆ เวลารถวิ่งผ่าน

 

 

โดยในกรณีนี้ นอกจากปรากฏการณ์ดอพเพลอร์ของเสียงแล้ว น้ำแข็งที่เป็นต้นกำเนิดของเสียงยังถูกทิ้งลงไปในหลุมที่มีลักษณะเป็นท่อแคบด้วย ทำให้ความถี่เสียงของมันนอกจากจะเดินทางขึ้นมาตรงๆ แล้ว ยังมีอีกหลายส่วนที่สะท้อนไปมาในหลุม

 

ภาพจำลองการสะท้อนไปมาของเสียงในหลุม ซึ่งสถานีโทรทัศน์ญี่ปุ่นสร้างขึ้นจากข้อมูลของคุณ Peter Neff

 

และก็เป็นการสะท้อนของเสียงนี้เอง ซึ่งทำให้เกิดเป็นเสียง “ปิ้วๆ” และเสียงคล้ายหัวใจเต้นตามมา

 

ที่มา sciencealert, คุณ John Andrew Higgins และคุณ Peter Neff

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์