เรื่องราวเกี่ยวกับ “ข่าวปลอม” นั้น ในปัจจุบันนับว่าเป็นสิ่งที่หลายๆ ฝ่ายกำลังให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากด้วยพลังของสื่อในปัจจุบัน มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่แม้แต่ข่าวที่ไม่เป็นความจริง หรือบทความที่ตีความได้หลายแบบจะถูกเข้าใจผิดโดยคนที่หลงเข้าไปอ่านข่าวนั้นๆ

ว่าแต่ เชื่อกันหรือไม่ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องราวของข่าวปลอมนั้น เป็นอะไรที่อยู่คู่กับมนุษย์มาเป็นเวลานานกว่าที่เราคิดมาก เพราะเมื่อล่าสุดนี้เอง นักวิชาการของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ออกมาเปิดเผยว่า…

พวกเรานั้น อาจมีหลักฐาน “ข่าวปลอม” ที่เก่าแก่ที่สุด ตั้งแต่ในบันทึกของชาวบาบิโลน ตั้งแต่เมื่อ 3,000 ปีก่อนแล้ว

 

 

คุณ Martin Worthington หนึ่งในทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์อธิบายว่า พวกเขาได้พบกับข้อความที่เข้าข่ายข่าวปลอมที่กล่าวมาข้างต้น ในรูปแบบของข้อความ 9 บรรทัดภายในศิลาจารึกของมหากาพย์กิลกาเมช ซึ่งมีการบอกเราเรื่องราวน้ำท่วมโลกคล้ายเรื่องราวของเรือโนอาอีกที

อ้างอิงจากในงานวิจัย ข่าวปลอมในมหากาพย์กิลกาเมชออกมาในรูปแบบคำพูดของเทพ Ea (หรือ Enki) ซึ่งกล่าวกับผู้สร้างเรือโนอาของชาวบาบิโลนที่ชื่อ “Uta–napishti” (บางแหล่งก็บอกว่าบอกกับกำแพงแต่จงใจให้ Uta–napishti ได้ยิน) ว่าให้บอกกับชาวเมืองของเขาว่า..

หากปล่อยให้เขาออกจากเมืองไปสร้างเรือ (หรือช่วยสร้างเรือแล้วแต่แหล่งข้อมูล) จะมีอาหารตกลงมาจากฝากฟ้า

 

 

ปัญหาคือคำจารึกที่บันทึกคำพูดของ Ea ไว้นั้น แท้จริงแล้วสามารถทำความเข้าใจได้มากกว่าหนึ่งแบบ คล้ายกับการเล่นคำในภาษาอังกฤษอย่าง “ice cream” และ “I scream” หรือ “ไม่ไหม้” และ “ไหม้ไหม้” ในภาษาไทย

โดยคุณ Worthington ผู้เชี่ยวชาญด้านไวยากรณ์ของภาษาไวยากรณ์สุเมเรียน และอัสซีเรียบอกว่าเทพ Ea ได้กล่าวกับมนุษย์ไว้ว่า..

“na šēr(-)kukkī ina lilâti ušaznanakkunūši šamūt kibāti”

 

 

ซึ่งคำนี้สามารถตีความออกมาได้ถึง 3 แบบ ซึ่งประกอบไปด้วย

1. ในยามเช้าจะมีเค้กที่ชื่อ kukku และในยามเย็นท่านจะทำให้พวกเจ้าชุ่มฉ่ำไปด้วยเมล็ดข้าวจากฟ้า

2. ด้วยวิธีการคาถา โดยวิธีลมปีศาจ ท่านจะทำให้พวกเจ้าชุ่มฉ่ำไปด้วยเม็ดฝนขนาดใหญ่ราวกับเป็นเมล็ดข้าว

3. ในยามเช้าท่านจะปล่อยฝนลงมาในความมืดมิด และในยามพลบค่ำท่านจะทำให้พวกเจ้าชุ่มฉ่ำไปด้วยเม็ดฝนขนาดใหญ่ราวกับเป็นเมล็ดข้าว

นี่นับว่าเป็นการบอกข่าวที่มีความหมายทั้งในด้านที่ดีและเลวแล้วแต่การตีความ ซึ่งแน่นอนว่าคนบาบิโลนในบันทึกย่อมคิดว่า เมล็ดข้าวจะตกลงมา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สิ่งที่ตกลงมาจะเป็นฝน ซึ่งจมคนทั้งโลกนอกจากคนบนเรือของ Uta–napishti แทน

 

 

น่าเสียดายที่ในปัจจุบันทีมนักวิจัยจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าเพราะเหตุใดเทพ Ea จึงจำเป็นต้องทำการหลอกมนุษย์ (หรือเตือนมนุษย์แล้วแต่มุมมอง) ด้วยคำพูดเช่นนี้ แต่คุณ Worthington  ก็คาดเดาไว้ว่านี่อาจจะเป็นการกระทำที่ “เป็นประโยชน์” ต่อเทพ Ea เองก็เป็นได้

นั่นเพราะเทพของบาบิโลนจะมีชีวิตรอดอยู่ได้เพียงเพราะผู้คนก็เท่านั้น และหากมนุษย์สูญพันธุ์ไปหมดจริงๆ เทพอย่าง Ea ก็อาจจะต้องหายไปด้วย

ดังนั้นเพื่อที่จะยืนยันให้มั่นใจว่ามนุษย์บางกลุ่มจะรอดชีวิต Ea จึงหลอกให้คนทำงานให้เพื่อให้เรือของ Uta–napishti สร้างขึ้นสำเร็จ ด้วยหลักการแบบเดียวกับที่ข่าวปลอมส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั่นเอง

 

ที่มา foxnews, newsweek, ancient-origins และ nypost

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์