เหตุมันเกิดจากการที่ #เหมียวหง่าว กำลังนั่งฟังประชุมสภาฯ อยู่เพลินๆ ก็ได้ยินท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดถึงคำว่า “เผด็จการรัฐสภา” อีกแล้ว!?

ด้วยความสงสัยว่าทำไมท่านนายกรัฐมนตรีถึงชอบเอาคำนี้มาพูดบ่อยๆ ก็เลยลองไปค้นหาข้อมูลมาพบว่า ท่านนายกฯ แกอาจจะหมายถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีต ไล่มาจนถึงรัฐบาลเพื่อไทยในยุคปี พ.ศ.2557 ซึ่งสภามีเสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่ง

แต่เราก็ยิ่งสงสัยว่าไอ้คำว่า “เผด็จการรัฐสภา” เนี่ย มีแต่ประเทศไทยใช้กันรึเปล่า? หรือมีที่อื่นที่ไหนใช้กันอีกบ้าง? หลังจากสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม

ก็ได้ทราบว่าต้นกำเนิดจริงๆ มันเริ่มต้นมาจากประเทศอังกฤษ โดยนักการเมืองที่ชื่อว่า Quintin Hogg หรือ Baron Hailsham of St Marylebone จากพรรคอนุรักษ์นิยม

 

 

เป็นคำพูดที่นำมาใช้โจมตีรัฐบาลพรรคแรงงานในช่วงปลายทศวรรษที่ 70s โดยใช้คำว่า Elective Dictatorship พอเอามาแปลเป็นไทยก็จะแปลว่า “เผด็จการรัฐสภา” นั่นเอง

ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกับระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษกันก่อน คือประเทศอังกฤษนั้นบริหารประเทศโดยใช้ระบบ “รัฐสภา” เหมือนกับบ้านเรา

ก็คือพรรคที่รวมเสียงข้างมากในสภาได้มากที่สุด ก็จะมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลและกลายเป็นฝ่ายบริหาร ส่วนหัวหน้าพรรคก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้ารัฐบาลไปโดยปริยาย

และจากผลของระบบรัฐสภานั้น เมื่อรัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่ในสภาแล้ว การผ่านกฎหมายต่างๆ ก็จะสามารถผ่านได้โดยง่าย แม้ฝ่ายค้านจะอภิปรายคัดค้านโต้แย้งอย่างไร ก็อาจจะไม่เกิดผล เพราะมีเสียงอยู่ในสภามากกว่ากึ่งหนึ่งนั่นเอง

 

 

ระบบนี้แตกต่างจากระบบประธานาธิบดี ที่ประชาชนจะได้เลือกหัวหน้ารัฐบาลโดยตรง จากนั้นก็จะได้เลือกตัวแทนไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ (การโหวตผ่านกฎหมายต่างๆ) ในสภา

ซึ่งตัวแทนที่เลือกมานั้นอาจจะไม่ได้สังกัดอยู่กับพรรคเดียวกันกับประธานาธิบดีก็ได้ และพรรคที่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเสียงข้างมากอยู่ในสภาเสมอไป

มันก็จะกลายเป็นว่าการผ่านกฎหมายของรัฐบาลจะมีโอกาสที่จะถูกคัดค้าน หรือฉุดรั้งเอาไว้ตามขั้นตอนการพิจารณาได้ เป็นลักษณะของการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารที่ “ระบบรัฐสภา” ไม่มี เพราะว่าระบบรัฐสภานั้นรัฐบาลจะครองเสียงข้างมากอยู่ในรัฐสภาเสมอ

และระบบการเมืองของอังกฤษในช่วงปลายของยุค 1970s นั้นประเทศอังกฤษก็ไม่มีรัฐธรรมนูญแบบไม่มีลายลักษณ์อักษร ทำให้นาย Quintin มองว่าหากเป็นแบบนี้รัฐสภาจะมีอำนาจมากจนเกินไป

 

 

ก็เลยมีการเรียกร้องให้เกิดการร่างรัฐมนูญขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็ยังไม่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น

อีก 6 ปีต่อมาพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้กลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ท่าทีของนาย Quintin ก็เปลี่ยนไป เขาให้ความเห็นว่าการที่อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมีความหยืดหยุ่นมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์อำนาจของฝ่ายบริหาร ที่สามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างเบ็ดเสร็จ

โดยมีการยกตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อในอดีต เวลาที่จะออกฎหมายอะไร มีเอกสารประกอบไม่กี่ร้อยหน้า ต้องใช้เวลาอภิปรายกันนานเป็นสัปดาห์

พอเป็นรัฐสภาแบบมีเสียงข้างมากเยอะๆ การพิจารณากฎหมายที่มีเอกสารประกอบเป็น 1,000 หน้า มีความเกี่ยวพันกับงบประมาณเป็น 100,000 ล้านปอนด์ กลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ทำให้การ “อภิปราย” เพื่อให้สาธารณะเห็นถึงความจำเป็น และความสมควรที่จะออกกฎหมายนั้นๆ การเป็นเหมือนกับ “พิธีกรรม” เฉยๆ และไม่มีความหมาย

พออ่านมาตรงถึงตรงนี้ เราจะเข้าใจได้ว่าการใช้คำว่า “เผด็จการรัฐสภา” ของ Quintin นั้น เขาต้องการที่จะเรียกร้องให้มีการเพิ่มบทบาทการตรวจสอบและถ่วงดุลรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม หากเรามองอีกด้าน ก็จะพบว่า ระบบรัฐสภาที่มีเสียงข้างมากอย่างล้นหลาม หรือที่ Quintin เรียกว่า “เผด็จการรัฐสภา” นั้นก็มีข้อดีเหมือนกัน

ยกตัวอย่างข้อดีก็เช่น รัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ การออกนโยบายต่างๆ การบริหารราชการแผ่นดิน การออกกฎหมาย สามารถทำได้โดยคล่องตัว และฉับไว

ขณะเดียวกันก็ยังคงมีข้อเสียอย่างที่ Quintin กังวลก็คือ การตรวจสอบที่อาจจะทำได้ยากขึ้น หรือออกข้อกฎหมายใหม่สะดวกจนเกินไป ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในบ้านเราเช่นการออก พรบ. นิรโทษกรรม ในสมัยปี พ.ศ.2556

 

JS100

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็อย่าลืมว่าระบบการเมืองในบ้านเราก็มีองค์กรอิสระอยู่มากมายที่ทำหน้าที่คอยตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ศาลรัฐธรรมนูญ, และผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น

หรือแม้แต่ประชาชนเองก็มีความสามารถในการตรวจสอบและยับยั้งการออกกฎหมายต่างๆ ของรัฐบาลได้ อย่างเช่นการที่ประชาชนออกมาประท้วงกดดันให้ถอน พรบ.นิรโทษกรรม นำไปสู่ทางออกก็คือยุบสภา และเลือกตั้งใหม่

 

ก็หวังว่าเพื่อนๆ ชาวแคทดั๊มบ์จะได้รับความรู้จากบทความนี้ไปไม่มากก็น้อยนะครับ หากเพื่อนๆ ชอบบทความแนวนี้ก็ฝากกดไลก์ กดแชร์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ (อยากมีแฟนคลับเหมือน #เหมียวตะปูบ้าง T T)

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวหง่าว

ที่มา : psu, nytimes, thepeople, prachathai

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...