สรุปประเด็นข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ ประเด็น “ต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน 30 ปี” ให้คุณเข้าใจ


Advertorial

ประเด็นของ “ค่าโง่ทางด่วน” และ “การต่อสัญญาสัมปทาน” ให้กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือรู้จักกันในชื่อ BEM เป็นระยะเวลา 30 ปี กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในสภาอย่างร้อนแรง

ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยที่ว่า ค่าโง่ทางด่วนคืออะไร?? เรื่องของสัญญาสัมปทานนั้นคืออะไร?? ต่ออายุหรือไม่ต่อจะเกิดประโยชน์กว่ากัน?

ทีมข่าวแคทดั๊มบ์ขอสรุปให้ทุกท่านได้เข้าใจไปพร้อมๆ กันครับ…

 

 

ค่าโง่ทางด่วน คืออะไร!?

เรื่องของค่าโง่ทางด่วน ต้องแบ่งออกเป็น 2 เรื่อง

คือ 1 ข้อพิพาทตั้งแต่ปี 2542 หลังจากการก่อสร้างดอนเมืองโทลล์เวย์ ทำให้บริษัท NECL ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BEM มองว่าทำให้สูญเสียรายได้จากทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด

บริษัทจึงขอให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ทำการชดเชยรายได้ ซึ่งเป็นเงินที่เรียกร้องประมาณ 4,000 ล้านบาท

ซึ่งในปี 2561 ศาลมีมติให้ชดเชยรายได้ดังกล่าว แต่เมื่อคิดรวมจากดอกเบี้ย ระยะเวลาที่ยาวนาน ทำให้เงินดังกล่าวสูงถึง 75,000 ล้านบาท

 

เรื่องที่ 2 คือข้อพิพาทที่เกิดในปี 2546 จากประเด็นการที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ไม่ปรับขึ้นค่าทางด่วนให้กับ BEM ตามที่กำหนดทุกๆ 5 ปี

ในส่วนนี้คณะอนุญาโตตุลาการ ได้ให้การทางพิเศษชดใช้เป็นจำนวนเงิน 60,000 ล้านบาท

 

สรุปรวมเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ค่าโง่ทางด่วน” มูลค่าประมาณ 137,000 ล้านบาท ที่ยังคงไม่จบสิ้น และต้องหาทางออกกันต่อไป..

 

 

ประเด็นการต่อสัญญาสัมปทาน แลกกับไม่จ่ายค่าโง่ทางด่วน

ล่าสุด หลังจากคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีมติต่อสัญญาสัมปทานให้บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) (BEM) อีก 30 ปีเพื่อแลกกับการยุติข้อพิพาท 137,000 ล้านบาท

เรื่องนี้ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายรัฐบาลบางส่วน และฝ่ายค้าน ออกมาประสานเสียงเพื่อคัดค้านแนวคิดดังกล่าว

นำโดย นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังธรรมใหม่ ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง เพื่อยื่นข้อเสนอให้รัฐดำเนินการเอง หรือประมูลสัญญาสัมปทานใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับรัฐและประชาชน

 

ทีนี้เรามาดูการเปรียบเทียบข้อได้เปรียบและเสียเปรียบกรณีต่อและไม่ต่ออายุสัญญาสัมปทาน

 

อ้างอิงจากเอกสารประกอบการอภิปรายของ นพ.ระวี ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ระบุว่า มีการประเมินรายได้จากทางด่วนในช่วงระยะเวลา 30 ในอนาคต เอาไว้อยู่ที่ประมาณ 750,000 ล้านบาท

ซึ่งในกรณีของการต่อสัญญาสัมปทาน เพื่อแลกกับการไม่จ่ายค่าโง่ ทางฝ่ายที่คัดค้านมองว่า จะเป็นการเสียผลประโยชน์ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในอนาคต

และผลประโยชน์บางส่วนที่ประชาชนได้รับ ก็อาจจะลดลงตามไปด้วย

ซึ่งตัวเลขตรงนั้น ฝ่ายคัดค้านมองว่าจะสูงถึง 300,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 30 ปี แถมยังจะเป็นการตัดปัญหาเรื่องค่าโง่เพิ่มเติมในอนาคต ตามอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าโง่อื่นๆเพิ่มเติม ที่รัฐต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มอีกด้วย

 

สรุป…

ล่าสุด ประเด็นกังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ที่ประชุมสภาฯ จึงเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 39 คน เพื่อศึกษาต่อไป

และเราต้องติดตามกันว่า สุดท้ายแล้วจะมีการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน 30 ปี เกิดขึ้นหรือไม่…

 

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
ประธานเหมียว
ขอฝากแคทดั๊มบ์ไว้ในอ้อมใจของผู้ติดตามทุกท่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถแจ้งเรามาได้ตลอดเวลา กระผมพร้อมน้อมรับนำมาแก้ไขปรับปรุงครับ ^^
Choose A Format
Story
Formatted Text with Embeds and Visuals
Image
Photo or GIF
Ranked List
Upvote or downvote to decide the best list item
Open List
Submit your own item and vote up for the best submission
Poll
Voting to make decisions or determine opinions