กรณีศึกษา หญิงสหรัฐฯ เข้าห้องฉุกเฉิน หลังติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อ ในเบ้าตาทั้งสองข้าง


นับว่าเป็นอีกหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจเลยก็ว่าได้ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2019 ที่ผ่านมา วารสาร The Journal of Emergency Medicine ได้มีการตีพิมพ์เรื่องราวของหญิงวัย 58 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อ ในเบ้าตาทั้งสองข้าง ซึ่งอาจมีความรุนแรงถึงชีวิตได้เลย

เรื่องราวของหญิงคนนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอถูกส่งตัวเขาห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในรัฐเทนเนสซี ด้วยอาการดวงตาเจ็บปวด มีบาดแผล และบวมอย่างรุนแรง ซึ่งอาการทรุดลงเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 5 วัน

 

 

ในช่วงแรกๆ ของการรักษา ทีมแพทย์คาดว่าคนไข้ อาจจะมีอาการที่เนียกว่า “เซลลูไลติส” อันเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ดังนั้นพวกเขาจึงได้มีการให้ยาปฏิชีวนะกับคนไข้

แต่แทนที่อาการจะดีขึ้นหลังรับว่า คนไข้กลับมีอาการที่แย่ลงกว่าที่เป็น ซึ่งทำให้ทีมแพทย์สันนิษฐานว่าเธออาจจะมีอาการที่เรียกว่าโรคเนื้อเน่า (Necrotizing fasciitis) ซึ่งเป็นอาการติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อในร่างกายก็เป็นได้

อ้างอิงจากทีมแพทย์ โรคเนื้อเน่านั้นเป็นโรคที่ตามปกติจะพบได้ในบริเวณบาดแผลต่างๆ ของร่างกาย และลุกลามได้รวดเร็วมากหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

 

ภาพซีทีสแกนที่แพทย์ได้มา ในระหว่างการรักษาคนไข้

 

ดังนั้น เพื่อที่จะตรวจสอบให้แน่ในถึงอาการของหญิงคนนี้ ทางทีมแพทย์จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากเบ้าตาของเธอไปทำการตรวจสอบ และยืนยันได้อย่างมั่นใจว่าเธอนั้นมีอาการโรคเนื้อเน่าที่เบ้าตา (Orbital necrotizing fasciitis) จริงๆ

คุณ Ryan Walsh ผู้ช่วยศาสตราจารย์ในภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินจาก ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัย Vanderbilt ในรัฐเทนเนสซี ให้ข้อมูลว่า

อาการโรคเนื้อเน่าตามปกติก็ถือว่าเป็นอาการที่ค่อนข้างหายากอยู่แล้ว เพราะมันเป็นอาการที่แบคทีเรียกินเนื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล ดังนั้นการที่คนจะมีอาการแบบนี้ที่เบ้าตา มันจึงถือว่าเป็นอะไรที่หายากมากๆ และอาจจะเป็นอันตรายได้ถึงชีวิต

ในกรณีของคนไข้รายนี้ เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคเนื้อเน่าที่เธอได้รับไปนั้น มีอยู่สองประเภทได้แก่ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ซึ่งทั้งสองตัวก็บังเอิญว่าเป็นแบคทีเรียที่ดื้อยาเมธิซิลินพอดีแลยด้วย

 

ภาพจำลองของแบคทีเรีย Staphylococcus aureus

 

ดังนั้น มันจึงนับเป็นเรื่องโชคดีมากที่ทีมแพทย์ที่ดูแลอาการของหญิงคนนี้ สามารถค้นพบอาการที่เธอเป็นก่อนที่มันจะสายไป ดังนั้นเธอจึงได้เข้ารับการผ่าตัดชิ้นเนื้อที่ติดเชื้อทิ้ง ก่อนจะทำการรักษาด้วยยาต่อไปอย่างทันท่วงที

และแล้ว หลังจากที่ต้องเข้ารับการรักษาอยู่ถึง 13 วัน คนไข้คนนี้ก็มีอาการดีมากขึ้นจนสามารถกลับบ้านได้ และอ้างอิงจากคุณ Ryan Walsh เธอก็ไม่ได้สูยเสียการมองเห็นไปแต่อย่างไร

 

ที่มา  livescience, dailystar และ sciencedirect

Advertisement


Like it? Share with your friends!

0 Comments