“วิดีโอเกม” ส่งผลต่อความรุนแรงจริงหรือ? ข้อสงสัยที่ยังคงมีการถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน…


เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ยังคงมีการถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน กับประเด็นที่ว่า ‘วิดีโอเกม ส่งผลต่อความรุนแรง ความก้าวร้าว ได้จริงหรือ?’

ฝ่ายที่สนับสนุนเกม ก็จะบอกว่าเกมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรง ขณะที่ฝ่ายต่อต้านเกม ก็ยังคงยึดมั่นในหลักคิดของตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีทั้งคนที่มองว่ามันส่งผลได้จริงและไม่จริง

ในวันนี้ #เหมียวตะปู ก็ได้หยิบเรื่องดังกล่าวมาสรุปให้เพื่อนๆ ฟัง อ้างอิงจากงานวิจัยที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ด้วยมุมมองของทั้ง 2 ฝั่ง จากข้อมูลนั้นพวกเขาว่าอย่างไรกันบ้าง…

 

 

เริ่มจาก… ฝั่งที่มองว่าเกมส่งผลต่อความรุนแรงได้จริง

Jay Hull เจ้าของบทความที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Monday in the Proceedings of the National Academy of Sciences

เขาได้ทำการวิเคราะห์ผลการศึกษากว่า 24 ผลงานจากหลายๆ ประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, ฯลฯ กลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นรวมกว่า 17,000 คน นับตั้งแต่ปี 2010-2017

 

เกมที่เขาพูดถึง ได้แก่ Grand Theft Auto, Call of Duty และ Manhunt

 

ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เกมที่มีเนื้อหารุนแรงนั้นคือสิ่งที่ส่งผลต่อระดับความก้าวร้าวในวัยรุ่นมานานหลายสิบปี และจะยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

โดยเขาได้ยกตัวอย่างไปถึงเหตุการณ์การสังหารหมู่ กราดยิงในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ (1999) ซึ่งตอนนั้นเด็กนักเรียนผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คนได้ให้การว่าพวกเขาเล่นเกม Doom เกมยิงปืนบุคคลที่หนึ่ง

และยังรวมไปถึงอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่ Jay มองว่าเกมมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนั้น เพียงแต่ว่าทางศาลยุติธรรมกลับไม่สนใจในเรื่องดังกล่าว

 

 

เขายังบอกอีกว่าความถี่ของการเล่นวิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรงนั้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็สามารถส่งผลต่อระดับความก้าวร้าวได้ กล่าวคือต่อให้เล่นเกมในลักษณะนี้ไปแค่ไม่กี่ครั้งก็อาจส่งผลได้แล้ว

“ข้อมูลสถิติที่เชื่อถือได้ แสดงให้เห็นว่าเกมที่มีเนื้อหารุนแรงสามารถส่งผลต่อระดับความก้าวร้าวได้จริง แม้ต่อให้บางครั้งอาจส่งผลได้ไม่มาก แต่มันก็เกิดขึ้นจริง”

ผลจากการศึกษาวิเคราะห์ของเขานั้นพบว่า “วิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรงส่งผลต่อระดับความก้าวร้าวของผู้เล่นได้จริง”

 

 

ฝั่งที่มองว่าเกมไม่ได้ส่งผลต่อความรุนแรง

ในขณะที่มีผลงานวิจัย ผลการศึกษาที่บอกว่าเกมส่งผลต่อความรุนแรง ทว่ามันก็ยังมีอีกหลายๆ งานที่ให้ผลตรงกันข้าม

โดยหนึ่งในผลการศึกษาที่ถูกยกมาพูดถึงมากที่สุดคือบทความที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Royal Society Open Science ซึ่งเป็นผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ (2019)

พวกเขาศึกษากับกลุ่มตัวอย่างอายุ 14-15 ปี รวมถึงผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านั้น รวมทั้งสิ้น 2,008 คน

 

 

สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ก็แตกต่างไปจากหลายๆ งานที่เคยมีมาก่อนหน้า ตรงที่ว่าพวกเขาไม่ได้ศึกษาเฉพาะการประเมินของตัวเด็กวัยรุ่นที่เล่นเกม แต่ยังถามหาการประเมินจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลของเด็กๆ เหล่านั้นด้วย

ศาสตราจารย์ Andrew Przybylski กล่าวว่า เรื่องของวิดีโอเกมกับระดับความก้าวร้าวนั้น เป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยกันมานาน และเขามองว่าความคิดเห็นของผู้ปกครองถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ควรดึงมาศึกษาด้วย

และผลการศึกษาในครั้งนี้ก็พบว่า “วิดีโอเกม ไม่มีความเชื่อมโยงกับระดับความก้าวร้าวของวัยรุ่น”

 

 

พวกเขาไม่พบเลยว่าการเล่นวิดีโอเกมส่งผลให้ระดับความก้าวร้าวของกลุ่มทดลองเพิ่มสูงขึ้น จึงถือว่าความเชื่อมโยงในสองเรื่องนี้นั้นไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะบอกได้ว่ามันส่งผลต่อกันได้จริง

ถึงอย่างนั้น Andrew ก็อธิบายว่าในการศึกษานั้นไม่ได้รวมไปถึงเรื่องของ คำพูดแย่ๆ ในโลกของเกมออนไลน์ หรือพฤติกรรมการกลั่นแกล้งในเกม ซึ่งสิ่งเหล่านั้นอาจส่งผลกับระดับความก้าวร้าวได้มากกว่าตัวเกมอีกก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตาม…

ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในปัจจุบัน ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้แบบ 100% เพราะมันยังมีการถกเถียงกันอยู่ไม่จบไม่สิ้น

แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง? คิดว่าเกมส่งผลต่อระดับความก้าวร้าวได้จริงหรือเปล่า?

 

 

แถมท้าย… ความคิดเห็นของ #เหมียวตะปู กับเรื่องการเล่นเกม

แม้จะยังหาบอกไม่ได้จริงๆ ว่าเกมส่งผลต่อระดับความก้าวร้าวหรือไม่ แต่แน่นอนว่าในปัจจุบันนั้น วิดีโอเกมถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย

ในฐานะที่ #เหมียวตะปู เองก็เคยผ่านช่วงที่ชอบเล่นเกมมากๆ มาก่อน (จะเรียกว่าเป็นเด็กติดเกมมาก่อนก็พอได้) จึงมองว่าการที่ผู้ปกครองจะห้ามไม่ให้ลูกๆ เล่นเกมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

การห้ามนั้นอาจนำไปสู่พฤติกรรมต่อต้านของเด็กๆ ได้ด้วย ทำให้นั่นอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ในปัจจุบัน

 

 

หากแต่ว่าผู้ปกครองอาจเปลี่ยนจากการห้าม เป็นการจำกัดการเข้าถึงเกมที่พวกเขาเลือกเล่น โดยอาจเลือกจากอายุที่แนะนำของเกมนั้นๆ (เช่น 3+ , 10+ , 18+) ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก

รวมไปถึงพูดคุยถึงเรื่องเหล่านี้กับพวกเขาจนเป็นเรื่องปกติ อาจถามว่า “เล่นเกมอะไรอยู่?”, “เล่นยังไง เล่นยากมั้ย?” หรือไม่ก็เล่นเกมกับเด็กๆ ไปเลย เพื่อที่จะได้เข้าใจและสามารถอธิบายให้คำแนะนำกับสิ่งที่เขาเล่นได้อย่างเหมาะสม

 

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวตะปู

ที่มา: Forbes , FrontierSin , USAToday , PsychCentral , Nature , Oxford , RoyalSociety

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
เหมียวตะปู