คนเรานอกจากจะเลือกเกิดมาไม่ได้แล้ว บางครั้งชะตาชีวิตก็พลิกผันได้แบบไม่คาดคิด เรียกว่าชีวิตนั้นเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้จริงๆ

ในขณะที่คนที่เกิดมามีอวัยวะครบ 32 อีกหลายๆ ชีวิตเกิดมาด้วยความไม่พร้อม แต่นอกจากโชคแล้วความพยายามของเราเองก็มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนชีวิตเหมือนกัน

 

 

Roderick Sewell เกิดมาพร้อมกับความพิการ เขาไม่มีขาทั้ง 2 ข้าง และใช้ชีวิตกับร่างกายแบบนั้นถึงตอน 2 ขวบ ก่อนที่เขาจะได้รับขาเทียมคู่แรกในชีวิต

และตามปกติของร่างกายที่ในช่วงวัยเด็กนั้นจะโตเร็ว ร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงแบบปีต่อปี ทำให้เขาต้องเปลี่ยนขาเทียมใหม่อยู่เรื่อยๆ เพื่อปรับขนาดตามร่างกายให้ทัน

 

 

ค่าใช้จ่ายของเข่า ขา และเท้าเทียมก็เริ่มสูงขึ้น จนถึงราวๆ 50,000 เหรียญ (ประมาณ 1,500,000 บาท) ในทุกๆ ปี ซึ่งสำหรับคุณแม่ของเขาที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังแล้วเธอไม่มีเงินมากขนาดนั้น

เพื่อให้ลูกชายได้มีขาเทียมไว้ใช้ต่อไป คุณแม่ของเขาจึงลาออกจากงานเพื่อให้ตนมีสถานะว่างงาน ซึ่งสถานะตรงนี้ช่วยให้ Roderick ได้รับขาเทียมฟรีจากความช่วยเหลือของภาครัฐ แต่ต้องแลกกับการที่พวกเขากลายเป็นคนไร้บ้าน

 

 

เขากับแม่ไม่มีที่อยู่ ไม่มีงานทำ และใช้ชีวิตด้วยการเข้าออกศูนย์พักพิงต่างๆ ตั้งแต่ตอนเขาอายุ 8-12 ขวบ ในระหว่างนั้นเขาบังเอิญได้รู้จักกับโค้ชจากมูลนิธิ Challenged Athletes Foundation

มูลนิธินี้เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้พิการในด้านการกีฬา ในฐานะคนที่พิการมาแต่กำเนิด Roderick ไม่เคยนึกฝันถึงการเล่นกีฬามาก่อนในชีวิต

 

 

แต่ที่มูลนิธิมีคนช่วยสอนให้เขาลองเล่นจักรยานมือปั่น สอนบาสเกตบอลและว่ายน้ำ Roderick ลองทุกอย่างที่เขาสามารถเล่นได้ด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ก่อนที่เขาจะได้รับ Running Blades ใบพัดที่ใช้วิ่งคู่แรกในชีวิตตอน 9 ขวบ

เขาถูกใจมันเอามากๆ เขากล่าวว่า “การได้รับโอกาสให้วิ่งตอน 9 ขวบ โดยที่ผมไม่เคยนึกฝันถึงมันเลยสักครั้งในชีวิต มันทำให้ผมรู้สึกเป็นอิสระมากจริงๆ” และเขาก็ทำมันได้ดีมากๆ เลยทีเดียว

 

 

เมื่อเริ่มเห็นแววนักวิ่งของ Roderick ทางมูลนิธิก็เริ่มพาเขาเดินทางไปดูการแข่งขันต่างๆ จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักกีฬา Blade Runner

เขาตระเวนเข้าร่วมการแข่งขันสุดโหดมามากมาย และอีกสนามแข่งที่เขาใฝ่ฝันถึงก็คือ Ironman World Championship ซึ่งเป็นการแข่งขันไตรกีฬาขั้นโหดและหินที่สุดระดับโลก

 

 

ในการแข่งขัน IWC ประกอบไปด้วย การแข่งขันว่ายน้ำ 3.86 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 180.25 กิโลเมตร ต่อด้วยวิ่งมาราธอนอีก 42.2 กิโลเมตร แบบต่อเนื่องกันโดยไม่มีหยุดพัก

ตัวเขาคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมงหรือน้อยกว่าในการผ่านการแข่งขันทั้งหมด แต่เวลาไม่ใช่สิ่งที่เขากังวลเลย สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ชัยชนะในการแข่งขัน แต่เป็นการเอาชนะขีดจำกัดตัวเองด้วยการเข้าเส้นชัยให้ได้นั่นเอง

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวม่วง

ที่มา Fox13News และ CNN

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์