ในตอนที่ทีมนักสำรวจเข้าไปตรวจสอบการใช้ชีวิตของหมึกฮัมโบลต์ (Dosidicus gigas) ยอดนักล่าขนาดตัวพอๆ กับมนุษย์ที่อยู่ลึกลงไปใต้ท้องทะเลกว่า 450 เมตร พวกเขาได้พบว่าหมึกเล่านี้มักจะอยู่กันเป็นกลุ่มในพื้นที่มืดมิด แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันกลับสามารถว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ชนกันเอง หรือแย่งเหยื่อจากเพื่อนโดยไม่รู้ตัวเลย

 

 

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องออกตามหาคำตอบของ คำถามที่ว่าหมึกเหล่านี้มีความสามารถสุดแปลกเช่นนี้ได้อย่างไรเป็นเวลานาน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2020 ที่พวกเขาออกมาเปิดเผยคำตอบของปริศนาดังกล่าวไว้ในวารสาร “Proceedings of the National Academy of Sciences.” ว่า

หมึกเหล่านี้ อาจจะมีกลไกการสื่อสารกันเองที่ดีกว่าที่เราคิด โดยพวกมันมีการสื่อสารกันโดยอาศัยการเรืองแสงเป็นสื่อกลางเลย

อ้างอิงจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและสถาบันวิจัยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอเรย์เบย์ หมึกฮัมโบลต์จะสามารถใช้อวัยวะที่ผลิตแสงในกล้ามเนื้อของพวกมัน ในการสร้างแบล็คไลท์เพื่อเปลี่ยนรูปแบบสีผิวของมันได้ และการเปลี่ยนสีเหล่านี้เอง ซึ่งพวกมันใช้ในการสื่อสารกับหมึกตัวอื่นๆ

 

 

“หมึกหลายประเภทที่อาศัยอยู่ในน้ำตื้นจะไม่มีอวัยวะที่ผลิตแสงเหล่านี้” คุณ Benjamin Burford นักเขียนหลักของงานวิจัยกล่าว “ดังนั้น นี่จึงมีความเป็นไปได้ว่ามันเป็นการวิวัฒนาการที่สำคัญ ซึ่งเกิดขึ้นเพื่ออยู่อาศัยในทะเลเปิดโดยเฉพาะ”

คุณ Benjamin และทีมวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ด้วยลักษณะของตัวหมึกและการศึกษาที่เกี่ยวกับการสื่อสารในหมู่สัตว์ มันทำให้การวิจัยนี้ดำเนินไปอย่างยากลำบากมาก เพราะพวกเขาไม่สามารถจับหมึกมาทดลองได้ และจำเป็นจะต้องใช้ยานสำรวจไร้คนขับในการสังเกตการณ์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามความพยายามของพวกเขาก็สำเร็จผล เพราะจากข้อมูลภาพที่พวกเข้าได้มาจากยานสำรวจไร้คนขับ พวกเขาก็พบว่าหมึกฮัมโบลต์นั้นจะมีการเปลี่ยนสีเรืองแสงที่ต่างๆ กันไปตามสถานการณ์ที่มันพบ

 

 

ซึ่งการเปลี่ยนสีดังกล่าวก็มีรูปแบบของตัวมันเอง และเป็นหลักฐานอย่างดีว่าพวกมันมีการใช้แสงและสีเหล่านี้ในการส่งข้อมูลให้แก่กัน แม้ว่าในปัจจุบันเราจะยังไขไม่ออกว่าสีผิวแบบไหนมีหมายความว่าอย่างไรก็ตาม

“แม้แต่ในตอนที่เราพูดคุยกันอยู่นี้เอง พวกหมึกก็อาจจะกำลังส่งสัญญาณกันในมหาสมุทรลึก” คุณ Benjamin กล่าว “และใครกันเล่า จะรู้ว่าพวกมันกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ หรือพวกมันจะตัดสินใจอะไรต่อไปจากข้อมูลที่พวกมันได้รับกัน”

 

ที่มา sciencedaily, gizmodo และ pnas

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์