เคยได้ยินเรื่องราวของ “Jake the Alligator Man” (เจคมนุษย์จระเข้) กันไหม?

 

 

นี่คือมัมมี่ประหลาดซึ่งมีรูปร่างท่อนบนเป็นมนุษย์และท่อนล่างเป็นจระเข้ ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Marsh’s Free Museum ในวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

และถือว่าเป็นมัมมี่ปริศนา ที่มีความเป็นเอกลักษณ์อย่างมากทั้งในรูปลักษณ์และการเก็บรักษาเลย

 

Marsh’s Free Museum บ้านของ Jake the Alligator Man

 

เรื่องราวของ Jake the Alligator Man นั้น เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยปริศนาและไม่มีความชัดเจนมากนัก

โดยเราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมัมมี่ตัวนี้เลย นอกจาก Jake มักถูกระบุว่าถูกพบเป็นครั้งแรกที่หนองน้ำในรัฐฟลอริดา

ก่อนที่เมื่อปี 1967 Jake จะถูกขายให้ตระกูล Marsh ซึ่งเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ โดยพ่อค้าของเก่าในท้องถิ่นในราคาราวๆ 750 ดอลลาร์ (ราวๆ 22,000 บาท) อีกที

 

 

นับตั้งแต่วันนั้นมา Jake the Alligator Man ก็กลายเป็นสมบัติชิ้นสำคัญของพิพิธภัณฑ์ Marsh’s Free Museum เรื่อยมา

โดยมันสามารถเรียกนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลให้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์และซื้อโปสต์การ์ดที่ระลึก ไปกว่า 3 หมื่นใบ ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

แถมยังเคยถูกเอาเรื่องราวไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดังอย่าง The World Weekly News ในปี 1993 ซึ่งทำให้เรื่องราวของมันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอีก

 

 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจของมนุษย์ครึ่งจระเข้ตนนี้ ก็ไม่ได้จบอยู่ที่แค่ความแปลกของมันเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลือกที่จะเก็บรักษาและจัดแสดงของมันเองด้วย

นั่นเพราะแทนที่จะจัดแสดงของประหลาดชิ้นนี้ไปราวกับเป็นของลึกลับน่าขนลุกตามปกติ

ทาง Marsh’s Free Museum ก็มักจะนำ Jake มาแต่งองค์ทรงเครื่องแบบเก๋ๆ อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยการให้ Jake โพสต์กับเครื่องดื่ม ใส่หมวกปาร์ตี้ตามเทศกาล หรือแม้แต่แต่งตัวข้ามเพศ และสูบบุหรี่

 

 

ซึ่งทำให้แทนที่คนส่วนใหญ่จะกลัว Jake the Alligator Man พวกเขาจะมองมันเหมือนเป็นคนดังแทน

และแม้ว่า Jake จะมีเรื่องเล่าน่ากลัวๆ อย่าง สามารถขยับได้เอง หรือจะโกรธมือถูกถ่ายภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยรวมๆ แล้วคนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าเรื่องราวของ Jake นั้นน่าขบขันเสียมากกว่า

 

 

ส่วนสำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมกันของที่แปลกสุดๆ แทนนี้ถึงไม่มีใครพยายามตามหาความจริง อย่างจริงๆ แล้วเจคมาจากไหน? เขาเป็นใครมาก่อน? หรือแม้แต่มัมมี่นี้เป็นของจริงหรือไม่นั้น

ทางนาย Mandy Marsh เจ้าของ Marsh’s Free Museum รุ่นที่ 4 ก็บอกว่ามันเป็นเพราะเขาเอง (และสมาชิกตระกูลรุ่นก่อน) ไม่ได้ต้องการที่จะหาความจริงเหล่านี้

 

 

เพราะสำหรับเขาแล้ว “เรื่องลึกลับนั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนโหยหา”

ดังนั้นมันจึง “ไม่มีเหตุผลที่เราจะไปทำลายความคิดเหล่านั้น”

 

ที่มา vintag และ thrillist

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...