หากว่าเพื่อนๆ ยังคงจำกันได้ในช่วงเดือนเมษายน 2020 ที่ผ่านมา กองทัพเรือของสหรัฐฯ ได้มีการออกมาเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับวิดีโอนักบินของกองทัพพบ UFO อย่างเป็นทางการให้โลกได้เห็น

(อ่านข่าวการเปิดเผยในครั้งนี้ได้ที่ กองทัพสหรัฐฯ เผยเอกสารลับ “3 วิดีโอนักบินพบ UFO” แบบเป็นทางการ)

 

 

โดยการเปิดเผยในเวลานั้นได้ส่งผลให้ประเทศญี่ปุ่น ต้องออกมาเตรียมกำหนดข้อปฏิบัติการสำหรับในกรณีที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นจะต้องเผชิญหน้ากับ UFO เพื่อรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้น

และแล้วหลังจากข่าวเงียบหายไปหลายเดือน ในที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมานี้เอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนายโคโนะ ทาโร่ ก็ได้มีการออกมาเปิดเผยข้อปฏิบัติการสำหรับรับมือเมื่อกองกำลังป้องกันตนเองต้องเผชิญหน้ากับ UFO อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น นายโคโนะ ทาโร่

 

ซึ่งในเบื้องต้นเขาได้ขอความร่วมมือให้บุคลากรที่รับผิดชอบในการปกป้องน่านฟ้าของญี่ปุ่นบันทึกปรากฏการณ์การพบวัตถุประหลาดอย่างละเอียด และถ่ายรูปไว้หากเป็นไปได้

ภายใต้จุดมุ่งหมายเพื่อการวิเคราะห์และติดตามการพบเห็นอย่างเป็นทางการ โดยใช้ทั้งข้อมูลจากกองทหารเอง และจากข้อมูลที่ได้รับมาจากภาคสาธารณชน

 

 

โดยในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายโคโนะ ได้เดินทางเข้าพบ นายมาร์ค เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่เกาะกวม

ซึ่งในการเข้าพบครั้งนี้ นายโคโนะ ได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือด้านความมั่นคง “ในรูปแบบใหม่” ระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐฯ

และในช่วงก่อนหน้า ทั้งคู่ก็เคยมีการเจรจาเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) ชื่อที่สหรัฐอเมริกาให้เรียก วัตถุลึกลับในคลิปทั้ง 3 ด้วย

 

 

นายโคโนะ ทาโร่ ประกาศเกี่ยวกับการเตรียมกำหนดข้อปฏิบัติในกรณีที่พบ UFO เมื่อเดือน เมษายน

 

ถึงอย่างนั้นก็ตามเราก็คงต้องระบุไว้ในที่นี้ด้วยว่า มาตรการที่ออกมานี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นมาตรการที่ออกมาแค่เพียง “เผื่อเอาไว้ก่อน” เท่านั้น

เพราะที่ผ่านมายังไม่มีรายงานกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นคนใดเลยที่ออกมาบอกว่ามีการพบ UFO หรือ UAP ในระหว่างประจำการ

และที่สำคัญแม้แต่นายโคโนะเอง เขาก็เคยออกมากล่าวไว้ด้วยว่าโดยส่วนตัวแล้ว เขาไม่ได้เชื่อว่า UFO มีจริงนัก แม้ว่าการเปิดเผยวิดีโอของกองทัพสหรัฐฯจะทำให้ ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไปก็ตาม

 

ที่มา kyodonews และ iflscience

Advertisement

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์