สรุปประวัติ Joe Biden ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับข่าวฉาว ที่เกือบทำให้พลาดท่า!!


จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ล่าสุดก็พอจะทราบผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า Joe Biden เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะไป

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อของเขา ว่าเป็นใครอะไรยังไง เคยมีผลงานอะไรโดดเด่นอะไรบ้าง? วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้นกันครับ…

 

ประวัติส่วนตัว

 

Joe Biden ซึ่งในปัจจุบันอายุ 78 ปี เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942  เป็นชาวเพนซิลวาเนีย

ครอบครัวของเขาไม่ได้เป็นครอบครัวที่ร่ำรวยเท่าไหร่นัก พ่อของเขาเปิดบริษัทเกี่ยวกับน้ำมัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำงานเป็นเซลส์ขายรถมือสอง หาเงินเลี้ยงครอบครัวประคับประคองให้อยู่ในระดับชนชั้นกลาง

ในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นไฮสคูล Biden เข้าร่วมกิจกรรมมากมาย เป็นนักกีฬาเบสบอล และอเมริกันฟุตบอลประจำโรงเรียน แถมยังเคยเป็นหัวหน้าชั้นเรียนมาก่อนด้วย

จากนั้นเขาก็เข้าเรียนในระดับชั้นมหาวิทยาลัยในสาขาวิชามนุษยศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ (University of Delaware)

หลังจากจบออกมาก็เรียนต่อและได้รับปริญญาโททางด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยทางด้านกฎหมายซีราคิวส์ (Syracuse University College of Law)

 

การทำงานด้านการเมือง

 

เนื่องจากเป็นชาวเดลาแวร์ เขาก็เลยเริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากรัฐแห่งนี้ Joe Biden เข้าทำงานเป็นพนักงานประชาสัมพันธ์ ในหน่วยงานด้านกฎหมายของพรรคริพลับลิกัน (Republican)

เขาเคยออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยคิดว่าตัวเองชอบพรรคริพลับลิกัน”

แต่หลังจากที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะลาออก และหันไปทำงานให้กับพรรคเดโมแครตแทน ในปี 1969

จนในที่สุดในปีเดียวกันนั้นก็ได้รับเลือกตั้งให้ไปทำงานในสภาเขตนิวคาสเซิล รัฐเดลาแวร์ ซึ่งเป็นถิ่นของรีพลับลิกันมาก่อน เขาพยายามจะผลักดันนโยบายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของคนมีรายได้น้อยในแถบชานเมือง

ต่อมาในปี 1972 Biden ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งวุฒิสภา (Senate) เป็นตัวแทนของรัฐเดลาแวร์ โดยเอาชนะนาย J. Caleb Boggs ที่เป็นตัวแทนของพรรครีพลับลิกันแบบพลิกความคาดหมาย!!

หลังจากนั้น Joe ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาเข้าไปเป็นตัวแทนของประชาชนในรัฐสภาคองเกรสติดต่อกันอีก รวม 7 สมัย กลายเป็นวุฒิสภาที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

ในปี 1988 ชื่อของ Biden ถูกเสนอให้เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งแคนดิเดตประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไป

ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2008 เขากลับมาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งแคนดิเดตประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต และก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ Barrack Obama ไปอีกครั้ง

แต่ในปีนั้น Obama ได้เสนอชื่อของเขาให้เป็นรองประธานาธิบดี และทั้งคู่ก็ทำงานร่วมกันอย่างยาวนานทั้ง 2 สมัยด้วยกันจนถึงปี 2016

 

 

หลังจากนั้นใครๆ ต่างก็คิดว่า Biden จะกลายเป็นแคนดิเดตประธานาธิบดีของของพรรคเดโมแครต แต่กลับกลายเป็นว่าในปีนั้นเขาเลือกที่จะไม่ลงสมัคร เนื่องจากปัญหาส่วนตัว จึงทำให้ Hillary Clinton กลายเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตไปชิงชัยกับ Donald Trump และพ่ายแพ้ไปอย่างที่เราทราบกัน

ต่อมาในปี 2020 เขากลับมาอีกครั้งและได้รับเลือกให้กลายมาเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับ Trump

 

แนวคิดและนโยบายต่างๆ ของเขา

 

จากผลงานการทำงานด้านการเมือง Biden จะเป็นสายประนีประนอมเสียมากกว่า อาจจะเพราะเคยทำงานการเมืองมายาวนานหลายปี และมีนโยบายด้านต่างๆ ดังนี้..

– ด้านสิ่งแวดล้อม

เขาจะนำสหรัฐฯ เข้าสู่ข้อตกลงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง และเคยบอกว่า “ปัญหาโลกร้อนเป็นเสมือนกับภัยคุกคามต่อการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์ในอนาคต และการกลับไปอยู่ภายใต้ข้อตกลง Paris Agreement คือทางที่ดีที่สุดที่จะปกป้องลูกหลานของพวกเรา”

– ด้านสวัสดิการสุขภาพ

Biden สนับสนุนการเข้าถึงการประกันสุขภาพให้กับชาวอเมริกัน และยังเป็นผู้ผลักดัน “โอบาม่าแคร์” ซึ่งในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ เขาก็ยืนยันว่าจะขยายสิทธิ์การเข้าถึงบริการสุขภาพให้ชาวอเมริกันมากยิ่งขึ้น

– แนวคิดต่อผู้อพยพ

เขามองว่าแรงงานอพยพ คือสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงมีนโยบายค่อนข้างเปิดกว้างต่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ มีแนวคิดในการผลักดันให้เกิดการได้สัญชาติถาวร เพื่อให้พวกเขาอยู่ในสหรัฐฯ ต่อไป

– แนวคิดต่อ LGBTQ+

Biden เป็นนักการเมืองคนแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องของการสมรสเพศเดียวกัน แถมยังให้ความเห็นต่อการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTQ ในที่ทำงานว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้อารยะ” และ “แปลกประหลาด”

นอกจากนี้เขายังเคยแสดงความเห็นต่อการออกกฎหมายการประหารชีวิต LGBT ของประเทศบรูไนว่า “การโยนก้อนหินใส่คนที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ หรือการผิดประเวณีจนเสียชีวิต เป็นอะไรที่น่ากลัวและผิดศีลธรรม และไม่ควรมีข้ออ้างใดๆ อย่างเช่นวัฒธนธรรม หรือธรรมเนียมประเพณี”

“การกระทำแบบนี้คือการสร้างความเกลียดชัง และลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง”

– นโยบายต่างประเทศ

ตรงข้ามกับ Trump ที่พยายามต่อต้านการรุกคืบของธุรกิจจีน ทางฝั่ง Biden ดูจะมีท่าทีประนีประนอม และต้องการฟื้นภาพลักษณ์ที่ดีของสหรัฐฯ กลับมา เขามองว่าแต่ละชาติต้องพึ่งพาอาศัยกัน และสหรัฐฯ จะต้องเป็นรับบทบาทผู้นำ ในการแสดงสิ่งเหล่านั้นให้ชาติอื่นๆ เห็น

 

ข่าวฉาว ที่ทำให้เขาเสียภาพลักษณ์และคะแนนเสียง

 

อ้างอิงจากบีบีซีไทย มีผู้หญิง 8 คน ที่ออกมากล่าวหาว่า Biden สัมผัส กอด และจูบ พวกเธออย่างไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีหลายรายการในสหรัฐฯ นำคลิปที่เผยให้เห็นภาพของเขาที่ชอบสัมผัสตัวผู้หญิง หรือดมเส้นผมของพวกเธอ ตอนไปออกงานสังคมต่างๆ มาเผยแพร่ผ่านรายการ

ยิ่งไปกว่านั้น อดีตผู้ช่วยของเขาเคยออกมาโจมตีว่า Biden ล่วงละเมิดทางเพศเธอเมื่อ 30 ปีก่อน แต่เขาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำแบบนั้น

ซึ่งนั่น ทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองผู้เคารพความแตกต่าง และสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศของเขาดูด่างพร้อยไปในทันที

และไม่ใช่แค่ตัวเขาเอง แต่ลูกชาย Hunter Biden นักกฎหมายและนักการเงิน ก็มีข่าวพัวพันกับเรื่องของผู้หญิง ติดเหล้า ใช้ยาเสพติด และความสัมพันธ์เชิงทุจริตกับเศรษฐีจีน

ยิ่งทำให้หลายคนที่ไว้วางใจ Biden ก็เกิดความลังเล ส่งผลให้คะแนนความนิยมของเขาลดลงไปได้พอสมควร

 

 

สรุปการเลือกตั้งปี 2020

จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด ผลก็คือ Joe Biden เอาชนะ Donald Trump ไปได้อย่างท่วมท้น คะแนนล่าสุดอยู่ที่ 290 ต่อ 214 คะแนน

ซึ่งตอนนี้ยังนับไม่เสร็จ และหากนับคะแนนเสร็จแล้วคาดว่า Biden จะได้คะแนนมากกว่า 300 คะแนน จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ถือว่าได้คะแนนสูงกว่าอีกฝั่งมากเลยทีเดียว

 

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวหง่าว

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
เหมียวหง่าว