อาหารของทางตะวันตกที่มีจุดเด่นเรื่องปริมาณน้ำตาลและไขมันที่สูง ในหลายๆ ครั้งจะถูกเรียกรวมๆ กันว่า “อาหารขยะ” โดยมันมีชื่อเสียงในฐานะของอาหารที่ได้รับความนิยมสูง แม้ว่าจะทำให้คนเราอ้วน และอาจเป็นอันตรายกับร่างกายได้หากทานมากเกินไปก็ตาม

 

 

แต่เพื่อนๆ เชื่อกันหรือไม่ว่า อันตรายของอาหารขยะต่อร่างกายเรานั้น แท้จริงแล้วอาจจะรุนแรงกว่าที่เราคิดไว้มาก เพราะเมื่อล่าสุดนี้เอง นักวิจัยจากออสเตรเลียได้มีการออกมาบอกว่า การทานอาหารขยะบางชนิดอาจมีผลร้ายกับระบบการควบคุมความอยากอาหารของสมองได้เลย

การทดลองในครั้งนี้ จัดทำขึ้นกับอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีและยังหนุ่มจำนวน 102 ราย (จริงๆ แล้วทดลองกับอาสาสมัคร 110 รายได้ 8 รายขอถอนตัวไปกลางคัน) โดยอาสาสมัครเหล่านี้จะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งได้รับคำสั่งให้ทานอาหารขยะซึ่งประกอบด้วย วอฟเฟิลอย่างน้อยๆ 8 ชิ้นต่อสัปดาห์ และอาหารฟาสต์ฟู้ด 4 อีกอย่างน้อยมื้อต่อสัปดาห์เป็นเวลาต่อเนื่องนานหนึ่งเดือน  ในขณะที่อีกกลุ่มจะทานอาหารตามปกติ

 

 

ในวันแรกและวันสุดท้ายของการทดลองอาสาสมัครทั้งหมด จะได้ทานอาหารเช้าร่วมกันในห้องทดลอง (ซึ่งเป็นมิลล์เชคกับแซนด์วิชขนมปังปิ้ง) ก่อนที่ทางนักวิจัย จะถามพวกเข้าว่ามีอาหารอะไรที่ต้องการอีกไหม ก่อนที่จะมีการทำแบบทดสอบซึ่งเกี่ยวข้องกับความทรงจำเพิ่มเติม

เมื่อการทดลองจบลง นักวิจัยก็พบว่าเช่นเดียวกับงานวิจัยที่ผ่านๆ มา อาสาสมัครกลุ่มที่ทานอาหารขยะจะมีความสามารถในการจดจำที่ลดลง อย่างไรก็ตามเรื่องที่น่าสนใจของงานวิจัยครั้งนี้ คืออาสาสมัครกลุ่มเดียวกันนี้ จะมีอัตราการขออาหารขยะหลังอาหารเช้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และหลายๆ คนจะขออาหารมาทานเพิ่มแม้อิ่มแล้วด้วย

 

 

นี่นับว่าเป็นผลการวิจัยที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการทานอาหารขยะนั้นไม่เพียงแต่จะลดความสามารถในการจดจำของสมองเท่านั้น แต่มันยังส่งผลต่อการควบคุมความอยากอาหารด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นเนื่องจากสมองที่ควบคุมระบบทั้งสองนี้ คือสมองส่วนเดียวกันอย่าง “สมองส่วนฮิปโปแคมปัส”

อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะด่วนสรุป จนโทษทุกอย่างไปที่อาหาร ทางนักวิทยาศาสตร์ก็ได้มีการระบุไว้ในรายงานของพวกเขาด้วยว่า

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดูเหมือนจะเกิดจากอาหารขยะ แต่ในปัจจุบันการทำงานของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสก็ยังมีเรื่องให้ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เข้าใจอยู่อีกมาก และมันก็เป็นไปได้เช่นกันว่าผลการทดลองจะเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย

 

 

และเรื่องราวที่น่าสนใจของงานวิจัยชิ้นนี้ก็ไม่ได้จบลงแค่นั้นด้วย เพราะราวๆ 3 สัปดาห์หลังจากที่งานวิจัยจบลง เมื่อที่นักวิจัยเรียกอาสาสมัครมาเพื่อตรวจร่างกายอีกครั้ง พวกเขาก็พบด้วยว่าความแตกต่างที่เคยเกิดขึ้นในการทดลองนั้นได้หายไปแล้ว แม้ว่าในรายงานจะไม่ได้ระบุว่าอาสาสมัครมีการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือไม่ก็ตาม

 

ที่มา sciencealert และ royalsocietypublishing

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์