ศิลาจารึกที่ตุรกี เผยร่องรอยเมืองโบราณที่หายไป พร้อมผลงานพิชิตอาณาจักรพระเจ้าไมดาส


ย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกษตรกรท้องถิ่นทางตอนใต้ของตุรกี ได้บังเอิญพบกับหินขนาดใหญ่ที่มีจารึกลึกลับในคลองชลประทานของประเทศ ทำให้เขาตัดสินใจนำมันไปรายงานต่อนักโบราณคดีในเวลาราวๆ หนึ่งเดือนหลังจากนั้น

เมื่อนักโบราณคดีตรวจสอบหินก้อนดังกล่าว พวกเขาก็พบว่ามันไม่ใช่ก้อนหินธรรมดาจริงๆ แต่เป็นศิลาจารึกโบราณ ที่ระบุเรื่องราวของเมืองโบราณที่หายสาบสูญไปในอดีต ซึ่งอาจมีผลงานต่อสู้และเอาชนะนครไฟร์เกียของพระเจ้าไมดาส ในช่วง 700-800 ปีก่อนคริสตกาล

 

 

“ทันทีที่เห็นศิลาก้อนนี้ เราก็ทราบได้ทันทีว่ามันเป็นวัตถุโบราณ และไม่นานหลังจากนั้นเราก็ทราบว่าอักษรบนหินนั้นเขียนไว้ในภาษา Luwian ภาษาที่ใช้ในยุคสำริดและเหล็กในพื้นที่” คุณ James Osborne นักโบราณคดีและผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัยชิคาโกกล่าว

“เราไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับราชอาณาจักรนี้มาก่อนเลย” เขาอธิบายเพิ่ม “นั่นหมายความว่าเราเพิ่งจะได้ข้อมูลใหม่ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับราชอาณาจักรในตะวันออกกลางช่วงยุคเหล็กและยุคสำริดมาเลย”

ศิลาที่ว่านี้ เป็นไปได้ว่าจะถูกส่งมาจากราชาชื่อ “ฮาร์ตาปุ” (Hartapu) อ้างอิงจากตราสัญลักษณ์ที่อยู่บนหิน โดยราชาคนนี้คาดว่าเป็นคนเดียวกับที่เคยปรากฏนามขึ้นมาแล้วในศิลาจารึกอีกชิ้นที่ถูกพบในอดีต อย่างไรก็ตามศิลาในเวลานั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงอาณาจักรของราชาคนนี้เอาไว้เลย

 

ตัวอย่างภาษา Luwian ในศิลาจารึกอื่นๆ

 

นักวิจัยเล่าว่าเรื่องราวส่วนใหญ่บนศิลานั้น มีความเกี่ยวข้องกับผลงานของราชาฮาร์ตาปุ โดยตรง ซึ่งในบรรดาผลงานดังกล่าว ก็มีเรื่องราวของการบุกไปยึดเมืองใกล้เคียงอย่างนครไฟร์เกียของพระเจ้าไมดาสเขียนเอาไว้ด้วย

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อความในศิลาที่พบ ทีมวิจัยก็พบว่าอาณาจักรแห่งใหม่นี้เป็นไปได้ว่าจะเคยมีตัวต้นอยู่เมื่อราวๆ  2,700-2,900 ปีก่อน และในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุด อาณาจักรแห่งมีพื้นที่อยู่ราวๆ 1.2 ตารางกิโลเมตร ซึ่งแม้ว่าจะดูเล็กเมื่อเทียบกับเมืองในปัจจุบัน แต่ก็ถือว่าค่อนข้างใหญ่เลยสำหรับตุรกีในอดีต

นับว่าเป็นอะไรที่น่าเสียดายมากที่ในปัจจุบันชื่อของอาณาจักรที่ถูกพบนี้จะยังไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามนักโบราณคดีก็คาดว่า เมืองหลวงของมัน น่าจะตั้งอยู่ใกล้ๆ แหล่งโบราณคดีชื่อ Turkmen-Karahoyuk ซึ่งถูกพบในปี 2017 อีกที

 

แหล่งโบราณคดี Turkmen-Karahoyuk สถานที่ซึ่งอาจเป็นที่ตั้งของเมืองที่หายไป

 

ที่มา uchicago และ livescience

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments