หลักการของวิทยาศาสตร์ก็คือ เมื่อคนเราเกิดความสงสัย จึงตั้งคำถาม หาคำตอบ และหาทางพิสูจน์ ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงสามารถใช้กับการทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่นำไปปรับใช้กับชีวิตได้ในหลายแง่

อย่างในชีวิตประจำวันของเรา เมื่อเราเกิดสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนใกล้ตัว เราก็จะตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ แต่หากว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินจะถาม…บางทีมันก็ต้องมีการพิสูจน์

นาย Ramon Sosa ชาวเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส วัย 50 ปี เขาแต่งงานและอยู่กินกับภรรยาชื่อว่า Maria ‘Lulu’ Sosa แต่พวกเขากำลังจะหย่ากัน

 

 

เรื่องราวเริ่มขึ้นในปี 2015 เมื่อเขาได้ยินข่าวเข้าหูว่า Lulu กำลังวางแผนจะฆ่าเขา โดยเธอได้ไปจ้างวานชายคนหนึ่งชื่อ Gustavo ให้วางแผนลอบสังหารเขา

เป็นโชคดีของ Ramon ที่นาย Gustavo นั้นเป็นเพื่อนของเขาเอง แผนการกำจัดสามีของนาง Lulu จึงแดงขึ้นมา ทางนาย Ramon เองก็ไม่อยากจะเชื่อ จึงต้องการพิสูจน์ความจริงและหาหลักฐานว่าภรรยาเป็นผู้ว่าจ้างจริง

นาย Gustavo จึงวางแผนร่วมกับนาย Ramon โดยตัวเขาจะทำทีเป็นรับงานจากนาง Lulu แล้วแอบติดไมโครโฟนเล็กๆ ไว้เพื่อแอบบันทึกการสนทนาในการนัดคุยแผนลอบสังหาร

 

 

แต่น่าเสียดายที่เทปบันทึกเสียงที่มีนั้นยังไม่เพียงพอต่อการเอาผิดนาง Lulu ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แนะนำนาย Ramon ว่า “ลองแกล้งตายดูสิ” แล้วถ่ายรูปศพปลอมๆ ส่งให้นาง Lulu ดู

ด้วยความร่วมมือจากหน่วย FBI พวกเขาแต่งหน้านาย Ramon ให้ดูเหมือนคนที่ตายไปแล้วจริงๆ โดยมีแผลเหมือนถูกยิงที่ขมับข้างขวา พร้อมเลือดไหลนองและนอนนิ่งในหลุมเตรียมฝังดิน

ต่อมาตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งปลอมตัวเป็นมือปืนแล้วนำรูปที่ว่าไปให้ Lulu ดูในลานจอดรถแห่งหนึ่ง เมื่อเธอเห็นรูปเธอก็หัวเราะออกมา พร้อมถามว่า ‘ตายแล้วจริงๆ ใช่ไหม?’

 

สภาพศพแกล้งตาย

 

เมื่อสิ้นเสียงหัวเราะนาง Lulu ถูกจับกุมตัวทันที เธอสารภาพและยอมรับข้อกล่าวหาทุกอย่าง ก่อนถูกศาลตัดสินโทษให้จำคุก 20 ปี ในปี 2016

นาย Ramon เล่าว่า เธอไม่เพียงวางแผนจะฆ่าเขา แต่ยังคิดจะทำลายทุกอย่างในชีวิตเขาด้วย เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทุกอย่างที่ทางเจ้าหน้าที่รวบรวมมาได้ เขารู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ยังมีชีวิตอยู่

แม้แต่ทุกวันนี้ลูกสาวของเขาก็ยังคงสะเทือนใจทุกครั้งที่เห็นรูปการตายปลอมๆ นั้น เพราะเธอรู้ว่าถ้าเรื่องไม่ถูกเปิดโปงโดยบังเอิญซะก่อน สภาพของเขาในรูปจะไม่ได้เป็นเพียงการจัดฉาก

 

 

สำหรับนาย Ramon ในปัจจุบันเข้าทำงานด้านการเป็นกระบอกเสียงให้กับเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวไปแล้ว

“ใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อการทำร้ายโดยคนในครอบครัว โปรดแสดงตัวและขอความช่วยเหลือนะครับ

ผู้ชายนั้นมักจะรู้สึกกลัวที่จะยอมรับว่าตนเองตกเป็นเหยื่อความรุนแรง พวกเขาคิดว่ามันน่าอาย พวกเขาหวาดกลัว เพราะความคาดหวังต่อความเป็นชายของสังคม

ผมจะใช้ทุกช่องทางที่มีส่งข้อความถึงพวกเขาทุกคนที่โชคร้ายตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว พวกคุณไม่ได้อยู่เพียงลำพังนะครับ”

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวม่วง

ที่มา Unilad และ sickchirpse

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์