ย้อนกลับไปในช่วงเวลาระหว่างปี 1940-1948 ไม่นานก่อนที่ความขัดแย้งของสงครามเย็นจะพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ยังมีนักวิทยาศาสตร์และสปายจำนวนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ “ผิดฝ่าย” และนำเทคโนโลยีปรมาณู ไปมอบให้กับทางสหภาพโซเวียต

 

 

ตัวตนของสปายในเวลานั้น เป็นที่รู้จักกันอยู่สามชื่อ โดยมีอดีตนักวิทยาศาสตร์ของโครงการแมนฮัตตันอย่าง Klaus Fuchs เป็นคนที่มีชื่อเสียงมากที่สุด

แต่แล้ว เมื่อไม่นานมานี้เอง จากการเปิดเผยข้อมูลของทั้ง FBI และ KGB นักประวัติศาสตร์ ก็ได้มีโอกาสทราบถึงตัวต้นของ “สปายคนที่ 4” ซึ่งที่ผ่านๆ มาแทบจะไม่มีใครรู้ถึงตัวตนของเขามาก่อนเลยด้วย

อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยออกมา ตัวตนของสปายคนที่ 4 ที่กล่าวมานั้น ถูกเปิดเผยออกมาเป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยทาง KGB ในรูปแบบของชื่อแฝงที่ว่า “Godsend” ก่อนที่ในปี 2011 เอกสารที่ถูกเปิดเผยออกมาโดย FBI จะยืนยันว่าสปายคนนี้มีชื่อจริงๆ ว่า “Oscar Seborer”

 

Oscar Seborer (คนในวงกลม) สปายคนที่สี่ ซึ่งถูกปกปิดตัวจึงมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

 

ก่อนที่จะตัดสินใจทรยศประเทศและมอบข้อมูลให้กับทางโซเวียต Oscar Seborer เคยทำงานที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอสในนิวเม็กซิโก สถานที่ซึ่งเป็นที่วิจัยระเบิดปรมาณูลูกแรก ของโครงการแมนฮัตตัน

เรื่องราวของ Seborer ก่อนผันตัวไปเป็นสปายนั้น ถูกระบุโดยนักประวัติศาสตร์ว่า “ง่ายต่อการมองข้าม” อย่างมาก นั่นเพราะในบรรดาข้อมูลนับแสนฉบับของ FBI เกี่ยวกับโครงการแมนฮัตตัน  มีอยู่ไม่กี่สิบครั้ง เท่านั้นที่ชื่อของ Seborer ถูกเอ่ยถึง

 

 

ในบรรดาข้อมูลเหล่านั้นมีจุดที่น่าสนใจอยู่สองที่นั่นคือ

1. ครอบครัวของ Seborer  เป็นชาวยิวที่อพยพมาจากโปแลนด์

2. ครอบครัวของเขามีคนรู้จักอยู่ในหน่วยข่าวกรองของโซเวียต

ลักษณะครอบครัวแบบนี้เองทำให้ Seborer ถูกระบุโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขาอยู่บ่อยๆ ว่า เป็นคนที่มี “ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย” ต่อโครงการ อย่างไรก็ตามจากการที่เขาไม่ถูกเพ่งเล็งนัก นักประวัติศาสตร์ก็คาดเดาว่าเขาน่าจะแค่ถูกสงสัยเพราะมีคนรู้จักเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่เพราะมีคนรู้ว่าเขาเป็นสปาย

 

ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอส อดีตที่ทำงานของ Oscar Seborer

 

น่าเสียดายที่ในรายงานที่ออกมานั้น ไม่ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า Seborer เริ่มมอบข้อมูลให้กับทางโซเวียตตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้ว่าเราจะพอมีคำใบ้อยู่บ้างว่าเขาน่าจะเริ่มมอบข้อมูลในช่วงที่ทำงานอยู่ในลอสอาลามอสก็ตาม

แต่ไม่ว่าชายคนนี้จะเริ่มเป็นสปายเมื่อไหร่ ในท้ายที่สุดเขาและครอบครัวก็ได้หนีไปยังกรุงมอสโกในช่วงปี 1952 ซึ่งสงครามเย็นเริ่มตึงเครียดขึ้นจนถึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และก็เป็นที่นั่นเองที่เขาใช้ชีวิตเรื่อยมา จนกระทั่งจบชีวิตลงไปในปี 2015

 

ที่มา livescience, cia, nytimes และ thesun

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์