“น้ำตกไนแองการ่า” สำหรับนักท่องเที่ยวหลายๆ คนแล้วลงจะเป็นน้ำตกที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะมันไม่เพียงแต่จะเป็นน้ำตกที่เชื่อมพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดาเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่มันยังมีความใหญ่โตแบบสุดๆ เลยอีกด้วย

และก็เพราะความใหญ่โตของน้ำตกแห่งนี้นี่เอง ทำให้มีคนจำนวนมากในช่วงศควรรษที่ 20 ซึ่งคิดเกิดสงสัยกันขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากวันหนึ่งน้ำได้หายไปจากน้ำตกนี้ และแม้จะไม่น่าเชื่อก็ตาม แต่เราก็ได้คำตอบของคำถามดังกล่าว ในปี 1969 นั่นเอง

 

 

ภาพที่เห็นข้างบนนี้ เป็นภาพที่ถูกถ่ายไว้ได้ในช่วงเดือนมิถุนายน 1969 โดยมันเป็นภาพของน้ำตกไนแองการ่าฝั่งสหรัฐฯ และไม่ได้เกิดจากภัยแล้งหรือการที่น้ำด้านบนกลายเป็นน้ำแข็งตามธรรมชาติอย่างที่เราคิด

กลับกันการหยุดไหลของน้ำตกในเวลานั้น เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ใช้รถบรรทุกกว่า 1200 คัน นำหินร่วม 28,000 ตันไปถมทางเดินน้ำเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการปิดกั้นน้ำด้วยน้ำมือของมนุษย์เองต่างหาก

 

 

พวกเขาทำเช่นนี้โดยมีเป้าหมายสำคัญในการหาทางที่จะนำก้อนหินจำนวนมากที่เกิดการทับถมกันที่บริเวณใต้น้ำตกอย่างผิดปกติตั้งแต่ช่วงปี 1931 ออกไปจากพื้นที่ เนื่องจากก้อนหินดังกล่าว ได้ทำให้ความสูงของน้ำตกลดลงไปกว่าครึ่ง

เมื่อการถมทางน้ำจบลงทีมนักสำรวจก็เริ่มดำเนินการขนย้ายหินที่ใต้น้ำตกทันที โดยพวกเขาได้ทำการค้นพบศพ 2 ร่างที่ใต้น้ำตก (ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่คาดไว้มาก) ก่อนที่จะเริ่มติดตั้งสลักเกลียวและสายเคเบิลเหล็กเพื่อตรวจสอบและทำให้หินที่อยู่รอบมั่นคงขึ้น

 

 

โดยในระหว่างการทำงานนี้เองได้มีผู้คนกว่าหนึ่งแสนคนเข้ามาดูน้ำตกที่แทบจะไร้ซึ่งน้ำแห่งนี้ด้วยความสนอกสนใจ ในขณะที่คนบางกลุ่มได้แอบเข้าไปในทางน้ำ เพื่อแอบเก็บเหรียญซึ่งนักท่องเที่ยวโยนลงไปในน้ำตกตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย

การทำงานขนย้ายหินในปี 1969 ได้ใช้เวลาเบ็ดเสร็จทั้งหมดอยู่ที่ราวๆ 5 เดือน  ก่อนที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการปล่อยน้ำให้ไหลกลับมายังน้ำตกไนแองการ่าดังเดิมต่อไป

 

 

นี่นับว่าเป็นภาพอีกมุมหนึ่งของน้ำตกที่อาจจะหาชมได้ยากสำหรับคนในสมัยนั้นก็จริงอยู่ แต่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้ำตกแห่งนี้ หยุดไหลไปชั่วคราวแต่อย่างไร เพราะหากย้อนกลับไปในปี 1848 น้ำตกแห่งนี้ ก็เคยมีการหยุดไหลมาแล้วจากเหตุหิมะบังทางน้ำที่ทะเลสาบอีรีเช่นกัน

แม้ว่าเหตุการณ์ในเวลานั้น จะไม่ได้รับการบันทึกภาพไว้มากเท่ากับเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ตาม

 

ที่มา vintag และ smithsonianmag

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์