เชื่อว่าเพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของอาการแพ้ถั่วลิสงกันมาบ้าง เพราะแม้ว่านี่จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นน้อยในคนไทย แต่มันก็เป็นอาการที่ชาวยุโรปและอเมริกันเป็นกันค่อนข้างมาก แถมมันยังเป็นการแพ้ที่รุนแรงจนอาจถึงชีวิต หลีกเลี่ยงอาหารได้ยาก และที่ผ่านๆ มาเราก็ยังไม่มียาแก้ภูมิแพ้เหล่านี้ที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาเลยด้วย

 

 

ดังนั้นนี่อาจจะเป็นข่าวที่ดีสำหรับคนที่มีอาการแพ้ถั่วลิสงทั่วโลกเลยก็ว่าได้ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมาทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศว่าพวกเขามีผลโหวตที่จะยอมรับยา “Palforzia” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้มีอาการแพ้ถั่วลิสงเป็นครั้งแรกแล้ว แม้จะนำมาซึ่งการถกเถียงในหมู่แพทย์ก็ตาม

อ้างอิงจากข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศยา “Palforzia” นั้นเป็นยาที่ใช้ในการรักษาที่เรียกว่า “Oral immunotherapy” ซึ่งเป็นการให้ผู้เข้ารับการรักษารับสารก่อภูมิแพ้ของตัวเองในปริมาณที่น้อยมากๆ โดยหวังว่าในระยะยาวอาการภูมิแพ้ของคนไข้จะเบาลงได้หากมีการดูแลที่ถูกวิธี

ในกรณีนี้ แทนที่จะทานอาหารเกี่ยวกับถั่วที่อาจจะทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงชีวิตโดยไม่จำเป็นยา Palforzia จะทำหน้าที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ให้แทน ด้วยส่วนผสมของแป้งถั่วลิสงปริมาณน้อยนิดที่อยู่ในตัวยา

 

 

โดยเมื่อทางผู้เชี่ยวชาญได้มีการรักษาดังกล่าวไปทดลองกับอาสาสมัคร 550 คนผู้มีอายุตั้งแต่ 4-55 ปีเป็นเวลา 1 ปี พวกเขาก็พบว่าคนที่รับยา Palforzia จะสามารถทนทานต่อโปรตีนถั่วลิสงได้ถึง 600 มิลลิกรัมโดยที่ไม่แสดงอาการแพ้ ในขณะที่บางกลุ่มสามารถทนทานต่อโปรตีนถั่วลิสงได้ถึง 2,000 มิลลิกรัมเลยด้วย

แต่แม้ว่าผลการทดลองที่ออกมาอาจจะเป็นอะไรที่ดูน่ายินดี โปรตีนถั่วลิสง 600 มิลลิกรัมนั้นแท้จริงแล้วก็มีปริมาณเท่ากันถั่วลิสงจริงๆ 2-3 ฝักเท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าการรับยา Palforzia จะสามารถทำให้ผู้แพ้ ทนทานต่อการรับอาหารที่ปนเปื้อนถั่วลิสงโดยบังเอิญได้ก็ตาม มันก็ไม่ใช่การรักษาที่หายขาดอยู่ดี

 

 

เท่านั้นยังไม่พอภายในการทดลองครั้งนี้ทีมแพทย์ยังมีการรายงานอีกด้วยว่ามีอาสาสมัครมากถึง 10% ที่ขอถอนตัวออกไปจากการทดลองเสียก่อน เนื่องจากการใช้ยา Palforzia นำมาซึ่งผลข้างเคียงอย่าง “Anaphylaxis” อาการแพ้ที่อาจถึงตายได้หากไม่ได้รับการรักษาด้วยอีพิเนฟฟินทันที

ด้วยเหตุนี้เองแม้ว่า Palforzia จะได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและยา การสนับสนุนดังกล่าวก็มาพร้อมกับกฎการใช้ยาในการรักษาที่ค่อนข้างวุ่นวาย เช่นผู้ใช้ยา Palforzia ทุกคนจะต้องมีอีพิเนฟฟินติดตัว และทุกๆ ครั้งที่จะมาการเพิ่มขนาดยา ผู้ป่วยจะต้องได้รับอนุญาตและไปรับยาโดยตรงกับคลินิกการแพทย์อีกด้วย

 

 

ทั้งนี้ในกรณีที่องค์การอาหารและยายังคงยืนยันในการตัดสินใจครั้งนี้ ยา Palforzia จะได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2020

อย่างไรก็ตามนอกจากข้อถกเถียงเรื่องผลกระทบของตัวยาเองแล้ว ยา Palforzia ยังอาจจะมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงผู้ป่วยจากเรื่องราคาอีกด้วย เพราะอ้างอิงจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ICER ยาตัวนี้จะทำให้ผู้ใช้ต้องมีค่าใช้จ่ายต่อปีถึง 4,200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 128,000 บาท

ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายๆ กลุ่มจึงบอกว่า ยา Palforzia นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้ดีเท่าที่คิด และผู้เป็นภูมิแพ้ถั่วลิสงในปัจจุบัน ก็ยังควรแค่หลีกเลี่ยงถั่วลิสงตามปกติต่อไปก่อนจะดีกว่า

 

ที่มา gizmodo, fda และ washingtonpost

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์