วิจัยพบ เมฆกัมมันตรังสีในปี 2017 อาจเกิดจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ไม่ถูกเปิดเผยในรัสเซีย


ย้อนกลับไปในปี 2017 ทวีปยุโรปได้พบกับเหตุการณ์ประหลาด เมื่อมีเมฆปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ถูกตรวจจับได้ทั่วพื้นที่ของทวีป ก่อนที่ในเวลาต่อมา เมฆเหล่านี้ก็เริ่มถูกพบในที่อื่นๆ อย่างทวีปเอเชีย คาบสมุทรอาหรับ และทะเลแคริบเบียน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 70 ราย ซึ่งนำทีมโดยคุณ Georg Steinhauser ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีจากมหาวิทยาลัยฮันโนเวอร์ประเทศเยอรมนี ต้องทำการรวมตัวกันเพื่อตรวจสอบที่มาของเมฆกัมมันตรังสีเหล่านี้

และในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมานี้เอง พวกเขาก็ได้ทำการตีพิมพ์ผลการตรวจสอบของพวกเขาลงในในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสรับรู้

 

ปริมาณสารกัมมันตรังสี (Ruthenium-106) ที่ถูกพบในแต่ละพื้นที่

 

อ้างอิงจากข้อมูลในงานวิจัย ภายในเมฆกัมมันตรังสีที่นักวิทยาศาสตร์พบนั้นมีสาร “Ruthenium-106” ปนเปื้อนอยู่ โดยเจ้าสารนี้เป็นผลพลอยได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่มีข้อผิดพลาดระหว่างการปรับกระบวนการเชื้อเพลิงของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

ด้วยเหตุนี้เอง ทีมนักวิจัยจึงทราบว่าเมฆกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นนี้มีความเกี่ยวข้องกับน้ำมือของมนุษย์ และสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในโลกที่มีการปรับกระบวนการเชื้อเพลิงแบบนี้ในพื้นที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นที่มาของเมฆกัมมันตรังสี ก็มีเพียงแค่โรงงานนิวเคลียร์ “Mayak ” ในรัสเซียเท่านั้นเสียด้วย

 

 

ผลการตรวจสอบที่ออกมานี้ สร้างความแปลกใจให้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มมาก เพราะโรงงานนิวเคลียร์ Mayak ไม่ได้มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในเร็วๆ นี้เลย แถมอุบัติเหตุครั้งสุดท้ายที่มีการบันทึกไว้ก็เกิดขึ้นในปี 1957

เมื่อมีการสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับทางรัสเซีย พวกเขาก็ไม่ได้มีการยอมรับว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่โรงงานจริงๆ ซึ่งทำให้หลายๆ คนคิดว่าโรงงานแห่งนี้ อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการผลิตพลูโตเนียม ที่ใช้ในอาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์ก็เป็นได้

 

 

แม้ว่าทางรัสเซียจะไม่ยอมรับอุบัติเหตุที่โรงงาน Mayak แต่พวกเขาก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบเมฆกัมมันตภาพรังสีที่เกิดขึ้นอยู่ดี

ซึ่งสำหรับทีมนักวิทยาศาสตร์แล้ว พวกเขาบอกว่าจะเป็นการดีมากหากรัสเซียยอมให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแก่พวกเขา เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงงานวิจัย และป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

 

 

ที่มา livescience, pnas, washingtonpost, sciencealert, dailymail

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments