มันเป็นเรื่องที่หลายๆ คนคงจะได้ยินกันมาแล้วว่าหลังจากที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโรคโควิด-19 หลายๆ ประเทศในโลกก็ได้ดำเนินการ “ล็อกดาวน์” หยุดกิจกรรมต่างๆ จนท้องถนนโล่ง และทำให้ที่ผ่านๆ มาเราได้เห็นข่าวที่ไม่น่าเชื่ออย่างมลพิษในหลายๆ ประเทศลดลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

ว่าแต่เชื่อหรือไม่ว่าสภาพอากาศที่ดีขึ้นนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ผลพ่วงที่ดีเพียงข้อเดียวที่มาจากการล็อกดาวน์ทั่วโลกเสียด้วย เพราะเมื่อช่วงต้นเดือยเมษายนที่ผ่านมานักธรณีวิทยาในเบลเยียมก็ได้มีการออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า

ตั้งแต่ที่เกิดการล็อกดาวน์ในหลายๆ ประเทศนั้นระดับการสั่นสะเทือนของคลื่นรบกวนพื้นหลัง (background seismic noise) ใต้โลก ซึ่งเดิมทีแล้วเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เอง ก็มีความรุนแรงที่ลดลงมากถึง 30-50% เมื่อเทียบกับเมื่อปี 2019 เช่นกัน

 

 

โดยความจริงในข้อนี้เกิดถูกรับรู้ได้จากการตรวจสอบเครื่องมือตรวจวัดการสั่นสะเทือนในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมเอง และแม้ว่าจะฟังดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับวงการธรณีวิทยาเป็นอย่างมาก

นั่นเพราะการที่คลื่นสั่นสะเทือนจากฝีมือมนุษย์ลดลงเช่นนี้ สามารถช่วยให้เครื่องมือตรวจสอบต่างๆ ที่ทำงานกับการเคลื่อนไหวของใต้กินและเปลือกโลกทำงานได้แม่นยำขึ้น ซึ่งหมายความว่า เราจะสามารถตรวจจับของอย่างเหตุแผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้นได้แม่นยำขึ้นไปด้วย

 

 

 

นี่นับว่าเป็นอีกผลพวงที่น่าสนใจของการที่กิจกรรมของมนุษย์ลดลงในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ แถมการรายงานที่ว่านี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับที่เบลเยียมเท่านั้นด้วย

เพราะแม้แต่ในเมืองใหญ่ๆ อย่างลอสแอนเจลิสของสหรัฐฯ หรือลอนดอนของเองก็มีรายงานที่คล้ายๆ กัน ออกมาด้วย ซึ่งนักธรณีวิทยาของอังกฤษนั้น ถึงกับออกมาบอกเลยว่าเรื่องแบบนี้ตามปกติแล้วจะเกิดขึ้นแค่ในช่วงสั้นๆ ตอนคริสต์มาสเท่านั้นเลย

 

 

และแม้ว่าเครื่องตรวจวัดการสั่นสะเทือนส่วนใหญ่ในโลกจะตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองจนไม่ได้รับผลกระทบจากการสั่นสะเทือนของคลื่นรบกวนพื้นหลังอยู่แล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

 

ที่มา bbc, nature, newsweek และ independent

Advertisement

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์