นักโบราณคดี พยายามไขปริศนาโครงกระดูกพันปี ที่เคยถูกใช้ในโฆษณาชวนเชื่อของนาซี


ย้อนกลับไปในปี 1928 นักโบราณคดีนามว่า Ivan Borkovský ได้ทำการค้นพบโครงกระดูกนักรบจากช่วงศตวรรษที่ 10 ใต้ปราสาทกรุงปรากประเทศเชโกสโลวาเกีย พร้อมๆ กับวัตถุโบราณจำนวนมาก ตั้งแต่มีด ดาบ ขวาน และถังไม้โบราณ

น่าเสียดายที่ในเวลานั้น ไม่มีใครที่บอกได้เลยว่าโครงกระดูกที่คุณ Ivan พบเป็นของใครมาจากไหนกันแน่ เนื่องจากในเวลานั้นคุณ Ivan ที่เป็นชาวยูเครนที่หนีมายังเชโกสโลวาเกียได้ตัดสินใจที่จะไม่ตีพิมพ์การค้นพบของตัวเอง ส่งผลให้ในเวลาต่อมา โครงกระดูกดังกล่าวถูกทางนาซีนำไปใช้ ในฐานะโฆษณาชวนเชื่อไป

 

ด้วยเหตุนี้เองเพื่อที่จะไขปริศนาที่ค้างคามากว่า 90 ปีของโครงกระดูกร่างนี้ เมื่อล่าสุดนี้เองทีมนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จึงได้ออกมาพยายามไขปริศนาที่มาจริงๆ ของโครงกระดูกที่คุณ Ivan พบอีกครั้ง โดยงานวิจัยของพวกเขาได้ถูกตีพิมพ์ไปในวารสาร Antiquity เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา

เรื่องราวความวุ่นวายของโครงกระดูกร่างนี้ เริ่มต้นขึ้นในตอนที่เยอรมนีบุกมายังเชโกสโลวาเกียในปี 1939 โดยในเวลานั้นทางนาซีได้ถือโอกาสที่คุณ Ivan ไม่ตีพิมพ์การค้นพบของตัวเอง ในการใส่ความเขาว่า คุณ Ivan ต้องการปิดบังความจริงเรื่องที่ว่าโครงกระดูกนี้เป็นของชาวเยอรมันหรือชาวไวกิ้งไม่ใช่ชาวสลาฟ

 

ปราสาทกรุงปราก ในตอนที่ถูกเข้าชมโดย Heinrich Himmler เมื่อปี 1941

 

การใส่ความของนาซีในเวลานั้นมีเหตุผลหลักๆ อยู่ที่การโฆษณาชวนเชื่อว่าปราสาทในกรุงปรากและประเทศเชโกสโลวาเกียทั้งประเทศนั้น ในอดีตเคยเป็นของบรรพบุรุษชาวเยอรมันมาก่อน

และเพื่อที่จะให้ข้ออ้างของตัวเองมีน้ำหนักมากขึ้น ในเวลานั้นเองนาซียังได้ขู่คุณ Ivan ไม่ให้ตีพิมพ์การค้นพบเครื่องปั้นดินเผาสลาฟที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปกลาง และบังคับให้มีการตีพิมพ์งานวิจัยที่บอกว่าโครงกระดูกเหล่านี้เป็นของบรรพบุรุษชาวนอร์ดิกอีกด้วย

 

Ivan Borkovský (ซ้าย) ผู้ค้นพบโครงกระดูกนักรบ และ Karel Guth (ขวา) ผู้รับหน้าที่ขุดค้นปราสาทในกรุงปราก

 

 

แน่นอนว่าเมื่อสงครามจบลง ในปี 1946 คุณ Ivan ก็ได้ตัดสินใจตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นใหม่เพื่อที่จะแก้ไขความผิดพลาดในอดีตของตัวเองทันที เพื่อที่จะบอกว่าโครงกระดูกที่เขาพบนั้นเป็นของ “บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์สลาฟ” ต่างหาก

อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะให้มั่นใจว่างานวิจัยของคุณ Ivan ในเวลานั้นเป็นความจริง นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จึงตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบโครงกระดูกเจ้าปัญหาโดยตรงอีกครั้งเสียเลย

 

กลุ่มนักสำรวจนำร่างของนักรบที่พบไปเก็บในปราสาทไม่นานหลังการค้นพบ

 

ที่นั่นทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบกับความจริงที่น่าสนใจมากๆ เรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่โครงกระดูกร่างนี้มีการพกดาบและขวานนั้น เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ ในโครงกระดูกของชาวไวกิ้งอย่างที่ทางนาซีกล่าวอ้างจริงๆ ถึงอย่างนั้นก็ตาม ตัวอาวุธเหล่านี้กลับไม่ใช่สิ่งที่ผลิตในพื้นที่ และน่าจะถูกนำเข้ามาอีกที

กลับกันทั้งตัวมีดและถังที่ถูกพบพร้อมๆ กับโครงกระดูกนั้นมีร่องรอยการผลิตในพื้นที่อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การชี้ชัดถึงที่มาของโครงกระดูกกลายเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่าที่คิดไป

คุณ Nicholas Saunders หนึ่งในทีมนักวิจัยบอกเล่าว่า “เป็นไปได้ที่เขาจะเป็นชาวสลาฟจากเมืองเพื่อนบ้าน ผู้มีวัฒนธรรมทั้งของชาวนอร์สโบราณและชาวสลาฟ หรือไม่แน่ว่าตัวเขาเองอาจจะมองตัวเองเป็นชาวไวกิ้งก็เป็นได้”

 

 

การค้นพบในจุดนี้เองทำให้เราพูดได้ยากมากว่าโครงกระดูกร่างนี้ควรจะถูกเรียกว่าเป็นของชาวสลาฟหรือชาวไวกิ้งกันแน่ อย่างไรก็ตามสิ่งเดียวที่เรามั่นใจจากการค้นพบในครั้งนี้นั้น ก็คงจะไม่พ้นความจริงที่ว่าอัตลักษณ์ของผู้คนในยุคกลางนั้นมีความซับซ้อนกว่าที่เราคิดมาก

และความซับซ้อนในจุดนี้เองก็มักจะถูกคนรุ่นหลังเหมารวมไปในทางที่มีประโยชน์กับตัวเองมากที่สุดอยู่เสมอนั่นเอง

 

ที่มา allthatsinteresting, cnn

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments