อ่านหัวข้อบทความแล้วเพื่อนๆ บางคนอาจงงว่า “มันมีจริงๆ หรือ?” ซึ่งพูดจริงๆ โรคนี้ก็ถือว่าค่อนข้างหายากพอสมควรเลยล่ะนะ

สำหรับ ‘โรคภูมิแพ้น้ำอสุจิ’ (Semen/Sperm Allergy) เป็นอาการหายากที่พบได้น้อยในผู้ชาย ส่วนใหญ่ที่เป็นนั้นคือผู้หญิง โดยในสหรัฐอเมริกามีผู้หญิงที่มีอาการของโรคนี้อยู่เกือบ 40,000 ราย

และวันนี้ #เหมียวตะปู ก็จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับความผิดปกตินี้กันให้มากยิ่งขึ้น ไม่แน่ว่าเพื่อนๆ บางคนอาจกำลังเผชิญกับมันอยู่โดยที่ไม่เคยสังเกตกันมาก่อนเลยก็ได้…

 

 

สาเหตุของโรค

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามันเป็นผลมาจากการแพ้โปรตีนที่พบได้มากในน้ำอสุจิ เกิดขึ้นได้กับทั้งเพศชายและหญิง (แต่ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง)

สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้น้ำอสุจินั้น ก็ใช่ว่าจะเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นกับผู้ชายทุกคน เพราะในน้ำอสุจิของแต่ละคนนั้นมีสารที่จะไปกระตุ้นอาการแพ้มากน้อยแตกต่างกันไป

หมายความว่าการมีอะไรกันกับผู้ชายคนนี้แล้วเกิดอาการแพ้ แต่พอมีอะไรกันกับผู้ชายอีกคนแล้วอาจไม่เกิดอาการแพ้ก็ได้

ขณะเดียวกัน ผู้ชายบางคนก็อาจมีอาการแพ้น้ำอสุจิของตัวเองด้วยได้เหมือนกัน และจะเกิดอาการทุกครั้งที่หลั่งน้ำออกมา

 

 

อาการของโรค

อาการของโรคนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับอาการภูมิแพ้หลายๆ อย่างที่พวกเราอาจเคยเห็นกัน โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายใน 20 นาทีหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสกับน้ำอสุจิผ่านทางผิวหนัง ปาก และอื่นๆ ก็ด้วย

อาการเบื้องต้นที่สังเกตเห็นได้ง่ายก็คือ…

– มีผื่นแดงขึ้นตามตัวหรือตรงบริเวณช่องคลอด

– ปวดเมื่อยเนื้อตัว

– รู้สึกแสบคันบริเวณที่สัมผัสกับน้ำอสุจิ

– มีอาการบวมตรงบริเวณต่างๆ

แต่หากว่าอาการแพ้รุนแรงมากๆ แล้วล่ะก็ อาจส่งผลทำให้ไข้ขึ้นสูง รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ลิ้นบวม กระทบกับระบบทางเดินหายใจ หายใจติดขัด ซึ่งในกรณีเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

 

 

แนวทางการรักษา

อย่างที่เราทราบกันดีว่าอาการภูมิแพ้นั้นยังไม่มีแนวทางการรักษาที่หายขาด เพราะฉะนั้นอาการในลักษณะนี้จึงทำได้เพียงแค่บรรเทาให้กลับมาเป็นปกติด้วยการกินยาหรือฉีดวัคซีนเท่านั้นเอง

 

แนวทางการป้องกัน

วิธีการป้องกันง่ายๆ ก็คือการให้คู่นอนสวมใส่ถุงยางอนามัย ป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีอาการแพ้ต้องสัมผัสกับน้ำอสุจิโดยตรง ซึ่งแพทย์กล่าวว่าวิธีง่ายๆ นี้แหละคือวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดของอาการแพ้ดังกล่าว

 

 

*ผู้หญิงแพ้น้ำอสุจิแล้วจะตั้งครรภ์ได้มั้ย?*

คำตอบคือ “ได้ครับ” เพราะอาการแพ้นั้นไม่ได้ไปรบกวนต่อการปฏิสนธิแต่อย่างใด เมื่ออสุจิวิ่งเข้าไปแล้วจึงสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ เพียงแต่อาการแพ้มันส่งผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้นเอง

แต่หากผู้หญิงคนไหนไม่ห่วงว่าต้องมีเพศสัมพันธ์เพื่อการตั้งครรภ์เสมอไป แพทย์ก็อาจแนะนำตัวเลือกอื่นๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นต้น

 

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวตะปู

ที่มา: HealthLine , FertilityTips , ISSM , MayoClinic

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์