หัวหน้าช่างภาพข่าวทีวี ขอลาออก กรณี ‘ลุงพล’ บอกที่ทำกันอยู่ทุกวันคือ “ผลประโยชน์และเรตติ้ง”


จากกรณีของลุงพลที่กลายมาเป็นไอดอลในชั่วพริบตา หลังจากที่มีการทำข่าวคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ซึ่งมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ลงมือ…

มีเพียงแต่กิจกรรมรายวันของลุงพลกับป้าแต๋น ตระเวนออกงาน เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าต่างๆ พร้อมกับแฟนคลับที่มารอต้อนรับอย่างคับคั่ง

 

 

นั่นจึงเกิดเป็นคำถามของสังคมว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ การนำเสนอของสื่อหลักในประเทศเลือกที่จะทำแบบนี้ได้อย่างไร โดยไม่มีการนำเสนอความคืบหน้าของต้นตอข่าวที่แท้จริง จนคนเริ่มมองว่าสิ่งที่นำเสนอไม่ได้เกี่ยวข้องและไร้สาระเข้าไปทุกวัน

 

 

ล่าสุดหัวหน้าช่างภาพของช่องโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ได้โพสต์ระบายความในใจเกี่ยวกับประเด็นที่สื่อนำเสนอเรื่อง ‘ลุงพล’ ด้วยการลาออกจากต้นสังกัด

และขอโทษสังคมที่มีส่วนในการนำเสนอความเน่าเฟะของสังคม ยอมแพ้กับความบิดเบี้ยว ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ เพราะยังมีหลายปัจจัยที่ต้องเผชิญ

 

 

ขอโทษกับความเน่าเฟะกรณีลุงพล ป้าแต๋น และบ้านกกกอก จากน้ำมือของ “สื่อมวลชนอย่างพวกเรา” ที่หยิบยื่นให้กับสังคม ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา

ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าช่างภาพข่าวของหนึ่งในสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอข่าวนี้มาโดยตลอด ผมทำงานที่นี่มา 6 ปี

ตั้งแต่วันแรกของการออกอากาศ จนวันนี้ไม่สามารถอดทนกับเรื่องที่เกิดขึ้นและได้ตัดสินใจเดินออกมาแล้ว

จากคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ที่ถูกนำเสนอโดยสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งและ “ผมคือหนึ่งในนั้น” ที่มีส่วนทำให้คดีความ 1 คดี กลายเป็นเรียลลิตี้ชีวิตของลุงพล-ป๋าแต๋น

เรียลลิตี้ความแตกแยกของครอบครัวๆหนึ่ง ชีวิตคนในหมู่บ้านกกกอก เรื่องไสยศาสตร์ ความงมงาย และการมอมเมา

“เราขายข่าวรายวัน” “เราหน้าไม่อาย” “เราไม่สนผิดถูก” “เราไร้จรรยาบรรณ” คือสิ่งที่สังคมตั้งคำถาม และมันถูกต้องทั้งหมด

เรานำเสนอเรื่องราวที่ห่างไกลจากสิ่งที่ควรจะเป็นจนกู่ไม่กลับ หาประโยชน์และปล่อยให้กลุ่มคนที่ต้องการผลประโยชน์จากเรื่องนี้เข้ามารุมทึ้ง “เราอยากได้กระแส และต้องการเพียงแค่ยอดคนดู ยอดกดไลก์ ยอดแชร์”

บางคนแก้ต่างว่าสิ่งที่เกิดขึ้น สื่อฯอย่างพวกผม ทำไปเพื่อตอบสนองความกระหายใคร่รู้ของคนในสังคม หรือช่วยเหลือให้ชาวบ้าน 2 คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
มันไม่ใช่แค่สิ่งนั้นแน่นอน มันคือผลประโยชน์ทั้งนั้น

ยอมรับกันสักทีเถอะว่า “เรา” คือตัวแปรสำคัญ
และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความบิดเบี้ยวทั้งหมดนี้
เพราะเราหิวกระหายเรตติ้งกันเหลือเกิน

“เรตติ้ง” คือทุกสิ่งทุกอย่าง
“เรตติ้ง” คือปัจจัยที่จะบอกได้ว่าคุณอยู่หรือไป
และ “เรตติ้ง” ก็กลายเป็นข้ออ้าง ที่ทำให้คนบางกลุ่มยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มา

 

 

ผมเป็นหนึ่งคนที่รับรู้เรื่องราว ที่ถูกสร้าง ปั้นแต่งและถูกนำเสนอผ่านหน้าจอมาโดยตลอด

และตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “พวกเราทำอะไรกันอยู่” “มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ ไม่ใช่ความแปลกใหม่ ไม่ใช่ห่าอะไรทั้งสิ้น”

วันนี้ ผมซึ่งระลึกเสมอว่าตัวเองเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ และพยายามจะแก้ไขอะไรบ้าง

แต่สุดท้าย “ผมขอยอมแพ้กับความบิดเบี้ยว และยอมรับว่าตัวเองไม่สามารถท้วงติง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นจากต้นทางได้”

ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป ด้วยเหตุผลที่สรรหากันมา

ผมขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และหวังว่าเมื่อเหตุการณ์จบลง ทั้งเราและคนดูบางกลุ่มน่าจะได้บทเรียนจากเรื่องนี้บ้าง

และขออย่าเหมารวมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพทั้งหมดของ “สื่อมวลชน”

ผมยืนยันว่าในสภาวะที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องเผชิญ วันนี้ยังคงมีเพื่อนสื่อมวลชน ที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเอง ทำหน้าที่ของสื่ออย่างที่ควรจะเป็นให้ได้ดีที่สุด

ผมขอบคุณและขอให้กำลังใจเพื่อนสื่อมวลชนที่ยังยืนหยัดทำหน้าที่อย่างถูกต้องต่อไป

9 กันยายน 63
หลังการประชุมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

#Fuckthesystem #แบนระบบ ก่อน #แบนลุงพล เถอะ
#พูดถึงจริยธรรมแต่สิ่งที่ทำแม่งโคตรระยำ

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวเลเซอร์

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments