นี่เป็นเหตุการณ์ ‘โรคระบาด’ จาก ‘ไวรัส’ ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายถึงหลัก ‘ล้าน’ ชีวิต

เรื่องราวเป็นมาอย่างไร วันนี้ #เหมียวหง่าว จะขอหยิบมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน ถ้าพร้อมแล้วไปชมพร้อมๆ กันได้เลยจ้า…

 

รู้จักกับ ‘ไข้หวัดใหญ่สเปน’

 

ย้อนกลับไปในปี 1918 มีการระบาดของเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Influenza หรือมีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า ‘ไข้หวัดใหญ่สเปน’

ไม่มีใครทราบถึงที่มาว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร แต่นักระบาดวิทยาคาดว่าน่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ที่กลายพันธุ์มาจากสัตว์อีกทีหนึ่ง

เจ้าไวรัสกลายพันธุ์ที่ว่านี้จะเข้าไปจู่โจมระบบทางเดินหายใจ จนทำให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้อย่างง่ายดายภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์

 

อาการของโรค

 

ในช่วงแรกผู้ป่วยจะมีอาการป่วยคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป คือมีไข้สูง จาม คลื่นไส้ ปวดเมื่อยตามลำตัว และท้องเสีย

แต่ทว่าเมื่อเชื้อไวรัสเริ่มผ่านการวิวัฒนาการ อาการของคนไข้ก็จะทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของผู้ป่วยจะกลายเป็นสีน้ำเงิน (เป็นเพราะว่าไวรัสทำให้อวัยวะภายในร่างกายเลือดออก)  และปอดจะเต็มไปด้วยของเหลว

หลังจากนั้นผู้ติดเชื้อก็จะเริ่มหายใจไม่ออก และเสียชีวิต โดยมีสาเหตุอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ

1. Cytokine Storm การที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักเกินไป กล่าวคือร่างกายมีการตอบสนองอย่างรุนแรงต่อไวรัส ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายล้มเหลว

2. Pneumonia การติดเชื้อในปอด

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจะเป็นวัยผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรง และมีสุขภาพดี จากรายงานพบว่ากว่า 92% ของผู้เสียชีวิต คือคนที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปี

มีการสันนิษฐานว่า ภูมิคุ้มกันของคนหนุ่มสาวนั้นดีกว่าเหล่าผู้สูงอายุและเด็กๆ เมื่อเกิดอาการ Cytokine Storm ขึ้น ก็เลยได้รับความเสียหายรุนแรงกว่านั่นเอง

 

การติดต่อ

 

ไข้หวัดใหญ่สเปนสามารถติดต่อกันจากคนสู่คนได้อย่างง่ายดายผ่าน การจาม, การไอ, หรือแม้แต่การพูดคุย

หรืออะไรก็ตามที่เป็นเหตุให้ของเหลวที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ กระเด็นออกมาจากร่างกาย กลายเป็นละอองลอยอยู่ในอากาศ และคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็จะมีโอกาสรับเชื้อเข้าไปได้

ซึ่งวิธีการในการติดเชื้อก็มีอยู่หลายช่องทาง คือ ทางตา ทางปาก และทางจมูก จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมถึงมีผู้ติดเชื้อมากมายถึง 500 ล้านรายทั่วโลก!!

 

จุดเริ่มต้นของการระบาด

 

จุดเริ่มต้นของการระบาดนั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัด ที่พอทราบก็คือ จุดเริ่มต้นนั้นมาจากประเทศในแถบยุโรป แต่เนื่องจากว่าอยู่ในสภาวะสงคราม ทำให้หลายๆ ประเทศต้องเลือกที่จะ ‘ปิดข่าว’ เพื่อไม่ให้ส่งผลถึงกำลังใจของเหล่าทหาร

แต่ทว่าประเทศสเปนกลับเป็นประเทศเดียวที่เลือก ที่จะเปิดเผยข่าวนี้ออกมา เพราะเป็นประเทศที่เป็นกลางและไม่เข้าร่วมสงคราม จึงได้ชื่อว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สเปนนั่นเอง

หมายเหตุ : มีรายงานว่ากระทั่งพระเจ้า Alfonso ที่ 13 กษัตริย์แห่งสเปนก็ยังติดโรคนี้ด้วยเช่นกัน

ในช่วงปี 1918 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เหล่าทหารทั้งหลายต่างก็ไปประจำการกันอยู่ในแถบยุโรปกันซะส่วนใหญ่ แต่หลังจากนั้นไม่นานความหายนะก็เริ่มต้นขึ้น…

เพราะเจ้าไข้หวัดใหญ่สเปนนี้มันได้เริ่มติดต่อและแพร่กระจายกันในหมู่ทหาร โดยเฉพาะเหล่าทหารหน่วยนาวิกโยทินของสหรัฐ

มีรายงานว่ากว่า 40% ของทหารนาวิกโยทินสหรัฐฯ ป่วยติดเชื้อที่ว่านี้ และระหว่างนั้นก็ต้องเดินทางไปประจำการตามฐานที่มั่นต่างๆ ที่อยู่รอบโลกทำให้เจ้าไข้หวัดใหญ่สเปนนี้ก็ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน!!

นอกจากนี้เมื่อเหล่าทหารกลับจากไปประจำการไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ก็เลยทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปอีก ในทวีปอเมริกา และเอเชีย รวมไปถึงหมู่เกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลก็ยังพบผู้ติดเชื้ออีกด้วย

 

จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต

 

จากการแพร่ระบาดอย่างหนักจนหยุดไม่อยู่ของไวรัสไข้หวัดใหญ่สเปน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกราวๆ 500 ล้านราย เสียชีวิตทั้งหมดราวๆ 20 ถึง 50 ล้านราย หรืออาจจะมากถึง 100 ล้านรายเลยก็ว่าได้

สิ่งที่ทำให้เราไม่ทราบว่าเหตุได้อย่างแน่ชัด เป็นเพราะการบันทึกสถิติในช่วงยุคดังกล่าว ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกว่าในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น มีทหารเสียชีวิตจากเจ้าไวรัสที่ว่านี้ มากกว่าการรบราฆ่าฟันกันในสนามรบเสียอีก!!

 

การรับมือต่อโรคระบาด

 

ต้องบอกก่อนว่าในช่วงปี 1918 นั้นเป็นยุคที่เรายังไม่มีวัคซีนในการป้องกันไข้หวัดใหญ่, แอนตี้ไวรัส , หรือแม้แต่ยาที่จะใช้รักษาไข้หวัดพวกนี้เหมือนกับในปัจจุบัน

(วัคซีนสำหรับป้องกันไข้หวัดใหญ่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกครั้งแรกในช่วงยุค 1940)

ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะสงคราม ส่งผลให้เหล่าทรัพยากรต่างๆ เหลือใช้งานน้อยมาก ทั้งแพทย์ พยาบาล ต่างก็ถูกเกณฑ์ไปที่สนามรบเกือบทั้งหมด

ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการระบาดในครั้งนี้ โรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนไข้ที่ติดเชื้อมากมาย เข้ามารอรับการรักษาอย่างไร้ความหวัง ทางโรงพยาบาลต้องเกณฑ์เอานักศึกษาแพทย์ที่ยังไม่จบเข้ามาทำหน้าที่รักษา

มีการเปลี่ยนโกดังเก็บสินค้าหลายแห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วย เนื่องจากว่าในโรงพยาบาลไม่มีสถานที่เพียงพอ

รัฐบาลสั่งการให้ปิดสถานที่สาธารณะทั้งหมด เช่น โบสถ์ โรงหนัง โรงงาน เรียนเป็นต้น รวมไปถึงประกาศให้ประชาชนสวมหน้ากาก และให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสร่างกายผู้อื่นโดยตรง อย่างเช้นการ ‘เชคแฮนด์’

นอกจากนี้ยังมีการ ประกาศแบน ‘ห้ามถ่มน้ำลาย’ ลงบนถนน จากรายงานของหนังสือพิมพ์ The New York Times ระบุว่า ในช่วงนั้นจะมีหน่วย Boy Scouts หรือหน่วยลูกเสือ ที่ออกตรวจตราในเมืองนิวยอร์ก

หากเจอใครถ่มน้ำลายบนถนน พวกเขาจะเดินเข้าไปแจกการ์ดที่มีข้อความเขียนว่า “คุณได้ละเมิดกฎของสุขาภิบาลแล้ว”

จากไวรัสที่มีความร้ายแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีศพกองอยู่เป็นผู้เขาเลากา ครั้นจะไปทำพิธีศพที่ละเล็กละน้อยก็อาจจะทำให้เกิดการระบาดหนักเข้าไปอีก

ทำให้รัฐตัดสินใจที่จะทำการขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วฝังพวกเขาในคราวเดียว โดยที่ไม่ได้ทำพิธีกรรมทางศาสนาเลย เพื่อป้องกันการระบาด ขณะที่บางครอบครัวก็ต้องจัดการศพของผู้เสียชีวิตในครอบครัวกันเอง

 

จุดจบ

 

จุดจบของไข้หวัดใหญ่สเปนนั้นก็เป็นเรื่องราวที่น่าแปลกใจไม่แพ้กัน ในปี 1919 (1 ปีหลังจากระบาดอย่างหนัก) มันก็ค่อยๆ ระบาดน้อยลง ก่อนที่ในปี 1920 จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ไม่มีใครทราบว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทุกอย่างถูกทิ้งให้กลายเป็นปริศนาให้เหล่านักวิทยาศาสตร์มาไขข้อสงสัย

มีทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่า ไวรัสที่ว่านี้กลายพันธุ์มาอย่างรวดเร็วได้ก็จริง ทำให้ร่างกายของมนุษย์เรารับไม่ไหวและเสียชีวิตกันไปเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันของมนุษย์เองก็มีการพัฒนาการ ปรับตัวตามจนสามารถกำจัดไวรัสที่กลายพันธุ์มาได้ในที่สุด

แน่นอนว่าตอนนี้เจ้าไวรัสที่ว่านี้ก็ถูกเก็บรักษาเอาไว้ เหล่านักวิทยาศาสตร์เองก็กำลังศึกษาเกี่ยวกับมันอยู่ อีกไม่นานเราคงได้ทราบกันว่าที่มาที่ไปของมันมาจากอะไรกันแน่ และทำไมมันถึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้…

 

ที่มา : history, cdc, wiki

Advertisement

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์