นักวิทย์วิเคราะห์แกนหินแอ่งธรณี เหตุการณ์ “หนึ่งวัน” หลังอุกกาบาตพุ่งชนโลกจนสูญพันธุ์


106 shares

ย้อนกลับไปเมื่อ 66 ล้านปีก่อน โลกได้ถูกอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชน จนเกิดเป็นเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์ที่เคยเป็นเจ้าแห่งโลกอย่างไดโนเสาร์ และเปลี่ยนแปลงโลกของเราไปตลอดกาล

 

 

และแล้วเมื่อเวลาผ่านเลยไปหลายล้านปี หลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันแห่งโชคชะตาวันนั้นก็ได้รับการค้นพบซ้ำอีกครั้ง

เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยา ได้เข้าทำการตรวจสอบหลุมอุกกาบาตมีชื่ออย่าง “แอ่งอุกกาบาตชิกชูลูบ” (หรือแอ่งธรณีชิกชูลูบ) หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ใต้คาบสมุทรยูคาทานของประเทศเม็กซิโก

ที่นั่นพวกเขาได้ทำการตรวจสอบแกนหินที่เก็บมา พบทั้งร่องรอยของการเกิดเนินเขา สึนามิ ไฟไหม้ และก๊าซที่สามารถเปลี่ยนสภาพบรรยากาศโลก ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวมาเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ เพียงแค่หนึ่งวันหลังจากที่อุกกาบาตชนโลกเท่านั้น

คุณ Sean Guelick จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวเกี่ยวกับการค้นพบไว้ว่า…

“มันเป็นอะไรที่ยากมากในทางธรณีวิทยา ที่เราจะได้มีโอกาสตรวจสอบหินและสามารถอ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ในระดับเวลาเป็นชั่วโมง”

 

 

อ้างอิงจากการทับถมของชั้นดิน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นเริ่มต้นจากอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนเข้าใส่ทะเลที่ตื้นในระดับความลึกไม่ถึง 30 เมตร

ทำให้เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่มีขอบหินล้มออกไปด้านนอกคล้ายเนินเขารูปวงแหวน ก่อนที่ตัวเนินดังกล่าวจะถูกหินซึ่งถูกความร้อนและแรงดันสูงซึ่งเรียกกันว่า “Shocked Rock” ทับถมลงไปอีกที

แรงกระแทกของอุกกาบาตนั้นทำให้น้ำทะเลรอบๆ ซัดเข้าชายฝั่งในสภาพของคลื่นยักษ์ ก่อนที่ตัวคลื่นจะไหลกลับมายังหลุมอุกกาบาตพร้อมกับแร่ธาตุต่างๆ ที่เซาะมาจากแผ่นดิน ซึ่งเป็นเหตุผลให้ในแกนหินที่นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบมีร่องรอยของอนุภาคดินบนบกและถ่านหลงเหลืออยู่

 

 

นอกจากนี้การพบอนุภาคถ่านในแกนหินยังเป็นหลักฐานอย่างดีว่าการที่อุกกาบาตตกลงมานั้นจะต้องส่งผลให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกอะไรสำหรับอุกกาบาตที่มีพลังงานมากพอกับระเบิดปรมาณูที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองจำนวนหมื่นล้านลูก

ทว่าความรุนแรงของการพุ่งชนนั้นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่อุกกาบาตลูกนี้ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแต่อย่างไร…

เพราะในแกนหินที่พวกเขาพบนั้น ขาดสิ่งที่ควรจะมีอย่างกำมะถัน ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าอาจจะเกิดจากแรงกระแทกของอุกกาบาต ทำให้กำมะถันถูกดันขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในรูปแบบก๊าซก็เป็นไปได้

หากเป็นเช่นนั้นจริง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ก๊าซและโมเลกุลอื่นๆ จากแรงกระแทกจะมีปริมาณมากพอที่จะบทบังท้องฟ้า และทำให้โลกในสมัยนั้นตกอยู่ในความมืดมิดและมีอากาศหนาวเย็น

 

 

H. Jay Melosh ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเพอร์ดูกล่าว “มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญมากในการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกเลย” พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้รับรู้จากการตรวจสอบแกนหินเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น

ดังนั้น การตรวจสอบแกนหินเหล่านี้เพิ่มเติมจึงยังมีโอกาสสูงมากที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต ที่ทำลายชีวิตกว่าครึ่งของโลกต่อไปในอนาคต

 

ที่มา gizmodo, sciencedaily และ smithsonianmag

Advertisement


ถ้าชอบเนื้อหา อย่าลืมส่งปลาทูให้ผู้เขียน...

106 shares
ติดตาม
แจ้งเตือนเมื่อ
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
Choose A Format
Story
Formatted Text with Embeds and Visuals
Image
Photo or GIF
Ranked List
Upvote or downvote to decide the best list item
Open List
Submit your own item and vote up for the best submission
Poll
Voting to make decisions or determine opinions