ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เชื่อว่าสำหรับหลายๆ คนแล้วเราก็คงจะมีของรักของห่วงที่มีคุณค่าทางเป็นของตัวเองกันสักชิ้นสองชิ้น และมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าวันหนึ่งของสุดรักของคุณจะต้องถูกโยนทิ้งไปราวกับของไร้ค่า

แต่นั่นก็เกิดขึ้นแล้วกับชายผู้ชื่นชอบมังงะและอนิเมะคนหนึ่งในไต้หวัน และเรื่องราวของเขาก็กำลังกลายเป็นกระแสพูดคุยอย่างร้อนแรงในโลกออนไลน์อยู่เลยด้วย

 

 

เรื่องราวในครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มเฟซบุ๊กของชาวไต้หวันชื่อ “靠北女友2.0” ได้มีการโพสต์เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ซึ่งออกมาบ่นว่า

แฟนสาวของเขาได้แอบนำฟิกเกอร์ “เนซึโกะ” ตัวละครจากเรื่องดาบพิฆาตอสูร ทั้งหมดที่เขาสะสมไว้ไปทิ้ง ซึ่งฟิกเกอร์ดังกล่าวนั้น ก็อาจมีมูลค่ารวมกันได้ถึงราวๆ 1 แสนบาทเลย

 

ภาพตัวอย่างฟิกเกอร์เนซึโกะจาก ebay

 

โพสต์ต้นทาง แฟนสาวของหนุ่มคนนี้ได้อาศัยช่วงเวลาที่เขาต้องออกไปนอกเมืองเป็นเวลา 2-3 วัน นำฟิกเกอร์ที่เขาสะสมไว้ไปทิ้ง

โดยเมื่อเธอถูกถามถึงเหตุผลที่ทำเช่นนั้นในภายหลัง เจ้าตัวก็บอกว่าเธอเห็นว่าฟิกเกอร์เหล่านั้น มันกินที ดังนั้นเธอเลยเก็บมันไปทิ้ง โดยยัดไว้ในถุงขยะอีกที

เรื่องที่เกิดขึ้นนี้สร้างความตกใจให้ชายหนุ่มมากจนเขาต้องรีบติดต่อไปยังบริษัทเก็บขยะ เพื่อสอบถามว่าเขาจะยังสามารถรับฟิกเกอร์ที่ถูกทิ้งคืนได้ไหม แต่เขาก็ต้องพบว่าขยะที่ถูกทิ้งในวันนั้น ได้ถูกนำไปเผาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

อ้างอิงจากคำบอกเล่าของชายหนุ่ม แฟนสาวของเขานั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ชอบที่เขาดูอนิเมะมานานแล้ว ซึ่งทำให้ที่ผ่านมาเขาก็เคยเสียโอกาสที่จะไปดูภาพยนตร์อนิเมะอย่าง “ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่: ศึกรถไฟสู่นิรันดร์” มาแล้ว

“ผมไม่สนด้วยซ้ำตอนเธอดูละครเกาหลี จนมัวแต่มองตามดาราตลอดเวลา แค่เคารพความชอบของกันและกัน มันยากเกินไปใช่ไหม??” ชายหนุ่มระบุ

“ผมโง่มากที่เคยพยายาม ซ่อนความชอบของตัวเอง เพื่อให้เธอยอมรับ”

 

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชายคนนี้ ประกาศเลิกกับแฟนสาวของตัวเองในทันที ซึ่งแฟนสาวของเขาก็ตอกกลับมาด้วยการบอกว่า

“พวกโอตาคุแบบนาย ชอบขยะนั่นมากเกินไปแล้ว นี่มันไร้สาระสิ้นดี”

ซึ่งการตอบโต้ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ในปัจจุบันทางชายหนุ่มได้วางแผนที่จะฟ้องร้องอดีตแฟนสาวของตัวเองในชั้นศาลต่อไป

เพราะแม้ว่าของที่เธอนำไปทิ้งจะเป็นอะไรก็ตาม การทิ้งของของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรที่จะทำเลยอยู่ดี

 

ที่มา worldofbuzz และกลุ่มเฟซบุ๊ก 靠北女友2.0

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...