จากเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นที่โคราช ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก พลางทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์ปล้นร้านทองอย่างอุกอาจที่เกิดขึ้นเมื่อราวๆ 1 เดือนก่อน

หลายคนจึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมช่วงนี้ถึงเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นในประเทศเราแบบติดๆ กัน? เลยอยากจะยกงานวิจัยของต่างประเทศมาให้เพื่อนๆ ทุกคนได้ลองอ่านกันดูครับ

งานวิจัยที่ว่านี้เค้าชี้ว่า ‘ความรุนแรง’ โดยเฉพาะเรื่องของ ‘การใช้ปืนสังหารผู้คน’ มีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นรูปแบบของ ‘โรคติดต่อ’

 

 

ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับจิตวิทยา และอาชญวิทยา ต้องออกมาเรียกร้องให้สื่อหยุดนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงในสหรัฐอเมริกา เพราะมองว่าข้อมูลจำพวก ‘ตัวเลขผู้เสียชีวิต’ และ ‘ความเสียหายต่างๆ’ จะเป็นเหตุสนับสนุนให้มี ‘ผู้ก่อเหตุ’ เพิ่ม

เพราะการก่อเหตุเหล่านี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขา ‘สร้างชื่อเสียง’ ของตัวเอง โดยการนำความเสียหายที่ก่อให้นั้นมาเป็นเป้าหมายในการเปรียบเทียบ เป็นแรงจูงใจให้มีผู้ร้ายรายใหม่ออกไปก่อเหตุครั้งใหม่

 

นี่เป็นแผนที่ของสหรัฐอเมริกา ที่แสดงให้เห็นถึงจุดก่อเหตุกราดยิงในรัฐต่างๆ เมื่อปี 2017

 

“จากการศึกษา เราพบว่ารูปแบบของความรุนแรง จะเพิ่มขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อสังคมให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

“เราทราบว่าการก่อเหตุกราดยิงนั้นเป็นโรคติดต่อทางสังคมอย่างหนึ่ง และดูเหมือนว่ามันจะเกิดขึ้นแบบเป็นกลุ่ม” Jillian Peterson ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และอาชญวิทยาจากมหาวิทยาลัย Hamline University กล่าว

Jillian ได้ทำการเฝ้าติดตามและศึกษาเกี่ยวกับเหตุกราดยิงในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 1966 และเขาพบว่า ‘สื่อ’ สามารถเข้ามามีบทบาทในการยับยั้งไม่ให้เกิดการนองเลือดได้

 

 

“ความกลัว และความหลงใหลที่เกิดขึ้นในสังคม ที่เกี่ยวกับเหตุกราดยิงนั้น มีส่วนที่สร้างแรงจูงใจในการก่อเหตุของเหล่าผู้ก่อเหตุ”

“อย่างที่เราเห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2019 ที่สหรัฐเกิดเหตุการณ์กราดยิงติดต่อกัน 5 ครั้งใน 1 สัปดาห์) การก่อเหตุกราดยิงกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบถี่มากๆ มันคือโรคติดต่อทางสังคม” James Desley ผู้ร่วมทำการวิจัยกล่าว

 

 

เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ผู้ลงมือก่อเหตุเองก็มีความสนใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น (เหตุปล้นชิงทอง) เช่นเดียวกัน มีการแชร์คลิปข่าวนี้ลงหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเองด้วย

เป็นความจริงที่ว่า นอกจากพฤติกรรมเลียนแบบแล้ว อาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ก่อเหตุตัดสินใจลงมือก่อเหตุอันน่าสลดในครั้งนี้

แต่ทว่าจากข้อมูลในงานวิจัย และความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็มีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ และมีความเป็นไปได้ว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นเพียงทำให้มีเหตุการณ์ครั้งต่อไปตามมาอีก ซึ่งหวังว่ากรณีต่อไปจะถูกป้องกันและยับยั้งได้อย่างทันท่วงที

 

เชื่อว่าจากข้อมูลที่เราได้นำเสนอไปนี้ น่าจะเป็นประโยชน์เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้าได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

 

ที่มา : nbc, npr, wired, washingtonpost

Advertisement

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์