นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2019 ก็ได้เข้าสู่ช่วงเวลาของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่จะมีขึ้นทุก 2 ปี โดยในปีนี้การแข่งขันดังกล่าวก็ได้จัดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์

ทว่าในช่วงก่อนเปิดการแข่งขันนั้นก็ได้มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นภายในทีมอินโดนีเซีย หลังจากที่นักยิมนาสติกสาว Shalfa Avrila Sania ถูกขับออกจากทีม

 

โดยโค้ชของทีมให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ “เธอไม่ซิงแล้ว”

 

Shalfa คือนักกีฬาสาววัย 17 ปี ผู้เคยกวาดรางวัลมาแล้วมากมาย เธอคือหนึ่งในดาวเด่นที่เป็นดั่งอนาคตของกีฬายิมนาสติกทีมชาติอินโดนีเซียเลยก็ว่าได้

แต่เมื่อไม่นานมานี้ โค้ชของชุดทีมชาติที่จะส่งไปแข่งกีฬาซีเกมส์นั้นก็ได้ถอดเธอออกจากทีม ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอสูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว

 

 

Ayu Kurniawati แม่ของ Shalfa บอกว่า…

“โค้ชคนนั้นเล่าให้ฉันฟังว่ามักจะเห็นลูกสาวของฉันออกไปกับเพื่อนผู้ชายตอนดึกๆ และเหมือนเขาสืบหาความจริงกันเอาเองแล้วมาบอกว่าลูกสาวของฉันไม่ซิงอีกต่อไปแล้ว”

คนเป็นแม่ไม่พอใจในข้อกล่าวหานั้น เธอมองว่ามันไม่ควรเป็นเหตุผลที่จะมาไล่ลูกสาวเธอออกจากทีมได้

 

Ayu นำเหรียญรางวัลจำนวนมากของ Shalfa มาโชว์ให้ทุกคนดู

 

เพราะอย่างนั้นคนเป็นแม่จึงออกมาแก้ต่างให้กับลูกสาว นำเหรียญรางวัลเกือบ 50 เหรียญที่ลูกสาวเคยได้มาตลอดการเล่นกีฬายิมนาสติกตั้งแต่อายุ 8 ขวบ มาโชว์ให้ผู้สื่อข่าวและทุกๆ คนได้เห็น

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังพาลูกสาวไปตรวจกับทางโรงพยาบาล เพื่อนำผลตรวจมายืนยันอีกด้วยว่า Shalfa ยังคงรักษาพรหมจรรย์เอาไว้เป็นอย่างดี ไม่ได้เป็นไปตามที่โค้ชกล่าวอ้างแต่อย่างใด

 

 

Ayu ยังได้นำผลตรวจดังกล่าวยื่นร้องเรียนกับทาง Gatot S. Dewa Broto รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬา เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยต่อมาทางรัฐมนตรีก็ได้ออกมาแถลงว่า…

“แท้จริงแล้วการขับ Shalfa ออกจากทีมนั้นเป็นผลมาจากประสิทธิภาพที่ไม่พร้อมสำหรับการแข่งขัน และเป็นบทลงโทษทางวินัยทั่วไป

ทว่าหากเธอถูกส่งกลับเพราะเรื่องความบริสุทธิ์ทางเพศจริง เราก็จะดำเนินการกับเรื่องนี้ในทันที เพราะนี่ถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแข่งขันของเธอเลย”

 

Gatot รัฐมนตรีที่ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

 

ปัจจุบัน โค้ชของทีมก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น และยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมว่านักกีฬาสาวจะยังคงได้กลับไปเล่นในชุดทีมชาติอยู่หรือไม่

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวตะปู

ที่มา: KerinciTime , iNews , TheJakartaPost , World of Buzz

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์