ในโลกของแมลงส่วนใหญ่แล้ว หากพวกมันถูกกบกิน มันก็แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีโอกาสรอด เว้นแต่ว่ากบดังกล่าวจะคายแมลงดังกล่าวออกมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร

อย่างไรก็ตามเมื่อล่าสุดนี้ นักวิทยาศาสตร์กลับได้ค้นพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอีกครั้ง เมื่อพวกเขาพบว่ายังมีแมลงอยู่สายพันธุ์หนึ่งซึ่งสามารถเอาชีวิตรอดจากการถูกกบกินได้ แม้กบไม่คายมันออกมาก็ตาม

กลับกันหากถูกกบกิน เจ้าแมลงที่ว่านี้จะเดินทางตามร่างกายกบไปเรื่อยๆ จนไปออกทาง “ประตูหลัง” เลยต่างหาก

 

 

อ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology โดยมหาวิทยาลัยโกเบ เจ้าแมลงสายพันธุ์ที่ว่านี้มีชื่อว่า Regimbartia attenuata แมลงปีกแข็งจำพวกด้วงซึ่งอาศัยในแหล่งน้ำอีกที

คุณ Shinji Sugiura ผู้นำการวิจัยในครั้งนี้เล่าว่า เขาเคยสงสัยมานานแล้วว่า R. attenuata น่าจะมีกลไกบางอย่างในการป้องกันตัวจากการโดยกินโดยกบ

ในตอนต้นเขาคิดว่าตัวแมลงจะปล่อยอสารบางอย่างมาทำให้กบคายมันออกมา จึงได้จัดการทดลองครั้งนี้ขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อทดลองไปสักพัก ทีมวิจัยก็ต้องพบกับเรื่องแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะแม้ว่า R. attenuata จะหนีจากตัวกบได้จริงๆ แต่มันกลับไม่ได้หนีออกทางปาก แต่เป็นทางทวารหนักเสียอย่างนั้น!?

“ผมประหลาดใจมากที่ได้ชมภาพของแมลงปีกแข็งหลบหนีจาก ‘ช่องระบาย’ ของกบ” คุณ Shinji  อธิบาย

 

 

โดยจากข้อมูลที่ออกมา เหตุผลที่เจ้าแมลงสามารถหนีจากตัวกบได้เช่นนี้ น่าจะมีปัจจัยสำคัญอยู่สองอย่าง คือ

1. กบเป็นสัตว์ที่จะกลืนสัตว์อื่นลงไปได้โดยไม่ต้องเคี้ยว

2. ตัวแมลงมีเปลือกแข็งพอที่จะไม่ถูกบดขยี้ไปในตัวของกบเสียก่อน

เขายังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าโดยเฉลี่ยแล้วมากถึง 93% ของ R. attenuata จะสามารถหนีออกมาจากตัวกบด้วยวิธีนี้ได้ ภายในเวลาตั้งแต่ 1 ชั่วโมงครึ่งไปจนถึง 6 ชั่วโมง

ซึ่งหากเรามองกบส่วนใหญ่กบคงจะไม่ขับถ่ายหลังจากทานอาหารเร็วนัก ทีมวิจัยจึงลงความเห็นกันว่าแมลงตัวนี้คงจะใช้วิธีอะไรบางอย่างที่ทำให้กบขับถ่ายเร็วขึ้น และวิธีดังกล่าวก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเท้าของแมลงตัวนี้

 

 

นั่นเพราะหากนักวิทยาศาสตร์ลองทำขี้ผึ้งเหนียวยึดขา R. attenuata ไว้ด้วยกัน แมลงตัวนี้จะไม่สามารถรอดชีวิตจากการถูกกินเลย

นี่นับว่าเป็นการค้นพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่น่าสนใจเอามากๆ อีกชิ้นหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นหลักฐานที่ดีเหลือเกินว่าในโลกของแมลงนั้น ยังมีอะไรที่มนุษย์ไม่เคยทราบมาก่อนอีกมากเลยทีเดียว

 

ที่มา elsevier, livescience และ wired

Advertisement

ติดตามแคทดั๊มบ์ผ่านเฟซบุ๊ก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...

คอมเมนต์