การเรียนเพื่อเป็นแพทย์นั้นถือว่าเป็นหนึ่งสาขาที่มีความยากลำบากเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ทำให้เด็กสาวผู้พิการหูหนวกตาบอดนามว่า Alexandra Adams นักศึกษาแพทย์วัย 25 ปีจากสหราชอาณาจักรคนนี้ถอดใจได้ เธอยังคงพยายามเพื่อไขว่คว้าความฝัน ที่จะกลายเป็นแพทย์หูหนวกตาบอดคนแรกของโลกได้สำเร็จ

 

 

ไม่ได้มีความฝันที่จะเป็นแพทย์มาแต่แรก

ย้อนกลับไปในอดีต Alexandra มีแนวโน้มจะเป็นนักว่ายน้ำพาราลิมปิกอนาคตไกล แต่ในปี 2012 ขณะอายุได้ 16 ปี เธอต้องถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจากอาการกรดไหลย้อนอย่างรุนแรง

แพทย์ต้องทำการผ่าตัดช่องท้องของเธอกว่า 20 ครั้งด้วยกัน ทำให้เธอต้องใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลนานถึง 18 เดือน

นั่นทำให้เธอตัดสินใจที่จะเลิกเป็นนักกีฬาพาราลิมปิก กลับเข้าโรงเรียนสอนคนตาบอด แล้วตัดสินใจที่ตั้งเป้าหมายเป็นแพทย์เพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังทรมานเหมือนกับเธอ

“ฉันอยากทำงานกับผู้คนมาโดยตลอด แต่แพทย์ไม่ใช่อาชีพแรกที่ฉันสนใจ ก่อนฉันตระหนักได้ว่าฉันมีความเอาใจใส่ต่อผู้ป่วย จึงต้องการที่จะเป็นแพทย์”

 

Alexandra ในวัย 2 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มมีปัญหาการได้ยิน

 

หนทางสู่วงการแพทย์ที่เต็มไปด้วยอุปสรรค

ขนาดคนที่มีอวัยวะใช้งานได้ดีครบทุกส่วน ก็ยังเข้าเรียนสาขาแพทย์ได้อย่างลำบาก สำหรับ Alexandra การเข้าเรียนก็ยิ่งยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนสอนคนตาบอด เธอวางแผนเอาไว้ว่าจะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์เหมือนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ไม่มีที่ไหนที่จะตัดสินใจรับคนที่มีสภาพร่างกายอย่างเธอเข้าไปเลยสักที่

“ฉันได้เข้าพบกับโรงเรียนแพทย์ทั้งหมด 5 ที่ เพื่อทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปแบบที่หวังเอาไว้

แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มเรียน พวกเขาก็ติดต่อเข้ามา บอกว่าพวกเขาไม่คิดว่าจะอำนวยความสะดวกให้แก่ฉันได้อีกต่อไป

ความมั่นใจของฉันสั่นคลอนทันที ฉันพลาดการเข้าเรียนในปีนั้น และถ้าฉันต้องการจะสมัครอีกครั้ง ก็ต้องรอไปอีกหนึ่งปี”

 

 

การถูกปฏิเสธจากโรงเรียนแพทย์ในครั้งนั้น ทำให้แผนการในอนาคตของเธอพังลงทันที อย่างไรก็ตามเธอก็ยังไม่ย่อท้อต่อความฝัน ตัดสินใจที่จะรออีกหนึ่งปีเพื่อเข้าสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์อีกครั้ง

ในปีถัดมา สุดท้ายด้วยความพยายามของเธอ เธอก็สามารถเข้าเรียนในคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัย Cardiff ซึ่งขณะนี้เธอกลายเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่ในวัย 25 ปี

 

 

ถูกดูแคลนต่างๆ นานา

ถึงแม้ว่าจะสามารถเข้าเรียนแพทย์ได้และเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นอีกขั้น แต่เส้นทางของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากขณะเข้าเรียนเธอต้องถูกดูถูกดูแคลนจากทั้งเพื่อนักศึกษา อาจารย์หมอ รวมถึงคนไข้บางคนด้วย

“มีครั้งหนึ่ง ตอนที่ฉันไปถึงโรงพยาบาล แพทย์อาวุโสถามฉันว่าฉันกำลังทำอะไรกับไม้ค้ำของผู้ป่วย

ฉันเลยต้องบอกออกไปว่า ‘ขอโทษ นั่นมันของฉันเอง’ จากนั้นฉันก็ถูกแพทย์อาวุโสสั่งห้ามแตะต้องผู้ป่วยใดๆ ทั้งสิ้น ต่อหน้าเพื่อนนักศึกษา พนักงานโรงพยาบาลในวอร์ด รวมถึงคนไข้หลายคน

‘ลองคิดดูว่าหากเธอเป็นคนไข้ เธอจะอยากให้แพทย์ที่พิการมาดูแลเธอมั้ย? แน่นอนว่าไม่!’ แพทย์อาวุโสคนหนึ่งกล่าวกับฉัน”

 

 

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าดวงตาข้างหนึ่งจะมองไม่เห็น ขณะที่อีกข้างมองเห็นแค่ 5% รวมถึงต้องใส่เครื่องช่วยฟังถึงจะได้ยินเสียง เธอได้เผยว่า…

“ถึงฉันจะมองเห็นได้น้อยกว่าคนส่วนมาก แต่ฉันมีความเข้าใจมากกว่าหลายๆ คน ซึ่งความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจนั่นแหละ คือสิ่งสำคัญที่ฉันจะมอบให้กับคนไข้

ฉันสามารถได้ยินเสียงหัวใจเต้น โดยไม่แม้จะสัมผัสพวกเขาเลยด้วยซ้ำ”

 

 

จุดเปลี่ยนมุมมองต่อวงการแพทย์

หลังจบการศึกษาชั้นปีที่หนึ่งอย่างยากลำบาก Alexandra ตัดสินใจจะใช้เวลาช่วงปิดเทอมเพื่อเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา สถานที่ที่เอื้อเฟื้อต่อแพทย์ที่มีสภาพร่างกายพิการมากกว่าที่ที่เธออยู่

การได้ไปอเมริกาครั้งนั้น เธอได้พบกับแพทย์ที่เป็นผู้พิการคนอื่นๆ พร้อมกับได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิด นั่นทำให้รู้สึกสบายใจและกดดันน้อยลงเป็นอย่างมาก

“ฉันได้พบกับแพทย์ที่ตาบอดสนิท 5 คนในอเมริกา ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหลายอย่าง ซึ่งมีคนหนึ่งที่หูหนวก แต่เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจได้ โดยที่ไม่ได้ยินเสียงเต้นหัวใจด้วยซ้ำ

พวกเขาทั้งหมดช่วยเตือนฉันให้ตระหนักว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของการดูแลผู้อื่น ที่บางคนมี ขณะที่อีกคนไม่มี ซึ่งมันก็คือการเรียนรู้ที่จะรับมือกับผู้อื่นนั่นเอง”

 

 

ก่อนที่ว่าที่คุณหมอของเราจะได้กลายเป็นแพทย์อย่างเต็มตัว Alexandra ได้พลิกโฉมวงการการแพทย์ โดยทำให้คนอื่นๆ ตระหนักถึงแพทย์ที่เป็นผู้พิการมากขึ้น

“เราต้องเปลี่ยนการรับรู้ทางสังคม พร้อมกับเฉลิมฉลองให้กับความแตกต่างของกันและกัน

พวกเราทั้งหมดมีคุณค่าต่อ NHS (ระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร) ในรูปแบบของเรา”

 

 

ซึ่งในอีกไม่กี่ปีนี้ เราก็อาจจะได้เห็นหญิงสาวที่ได้กลายเป็นแพทย์หูหนวกและตาบอดคนแรกของโลก มันคงจะพลิกประวัติศาสตร์ของวงการการแพทย์ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

 

เรียบเรียงโดย #เหมียวโคบี้

ที่มา Dailymail, Inews, Distinctoday

Advertisement

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง...